ออสเตรีย : Austria’s Romantic Route for 5 Days

ปลายปีทั้งทีเรามาหาทริปดี ๆ ไว้เป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันแบบสดใสและห่างไกลจาก PM 2.5 กันเถอะ …. เที่ยวยุโรปรอบนี้เราจึงขอนำเสนอทริปสุดชิว แสนเรื่อยเปื่อย แต่สวยงาม คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไป เพราะทางเรากำลังจะพาทุกคนไปสัมผัส “ออสเตรีย” ผ่าน 3 เมืองสุดโรแมนติกที่ชวนตกหลุมรัก โดยเริ่มจาก Vienna เมืองแห่งมิวเซียม และคาเฟ่ ที่จะทำให้แกหลงใหลในบรรยากาศแสนเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราว แล้วไปสัมผัสบรรยากาศชวนฝันราวกับหลุดมาจากนิยายกันต่อที่หมู่บ้านชวนเคลิ้มอย่าง Hallstatt ก่อนปิดท้ายทริปด้วยสุนทรียะที่เมือง Salzburg บ้านเกิดของโมสาร์ท ผู้ฟาดทั้งโลกให้ตื่นตะลึงจากเสียงดนตรีที่แสนจะลึกซึ้ง ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะสวยงาม โก้เก๋ เท่ไม่หยอกขนาดไหนนั้น ตามมาดูกันเลยทุกคนนาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบัตร travel card ของ SCB เค้าดีจริง ไม่จกตา ที่พูดนี้ไม่ใช่เพราะมีคนเยอะแยะมากมายรีวิว แต่เพราะเราได้มีโอกาสได้ลองนำไปใช้ก่อนหน้านี้มาแล้วหนึ่งทริป แล้วรู้สึกโดนใจใช่เลย พอมีแพลนเดินทางเที่ยวอีกรอบก็ไม่ลืมที่จะแลกเงินไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ได้เรทที่คุ้มค่าถูกใจไว้ใช้แบบฟิน ๆ เพราะความดีงามหลักที่ถ้าจะไม่พูดให้ฟังอีกรอบเห็นจะไม่ได้ก็คือ เจ้าบัตร PLANET SCB เนี่ย เค้าให้เราแลกเงินเก็บไว้ได้ถึง 13 สกุลเงิน ไม่ว่าจะเป็น USD, EUR, GBP, JPY, AUD, CHF, SGD, HKD, NZD, CAD, CNY, KRW และ TWD ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน SCB EASY App แถมนอกเหนือจากสกุลเงินที่เรากล่าวไป บัตรก็ยังใช้รูดกับทุกสกุลเงินทั่วโลกแบบไม่โดนชาร์จ 2.5% รวมถึงรูดในไทยได้ด้วย งานนี้จะช้อปออนไลน์ก็สะดวกสุด ปลอดภัยสุด แถมไม่ต้องวุ่นวายกับการไปแลกเงินก่อนไปเที่ยวแต่ละทริป เพราะแค่เตรียมชุดกับคิดท่าโพสก็เหนื่อยแล้วอ่ะแก อ่ะ แล้วย้ำกันอีกสักทีว่าบัตรนี้สมัครฟรีไม่มีค่าธรรมเนียมตลอดชีพถึงแค่สิ้นปีเท่านั้นเด้อ
Day 1 :

slotxo

VIENNA

แค่ก้าวเท้าเข้าสู่กรุงเวียนนา เราก็รู้สึกได้ถึงสถาปัตยกรรมอันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน ผ่านตึกรามบ้านช่องห้องหับที่ดูสวยงามอลังการเกินเบอร์เกินเรื่อง โดยในอดีตดินแดนแห่งความโรแมนติกนี้ถูกเลือกให้เป็นศูนย์กลางจากกลุ่มชนชั้นสูง จนเมื่อผ่านวันและเวลาแห่งความทันสมัย เมืองนี้จึงผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติและปัจจุบันอันทรงสมัยไว้ร่วมกันอย่างลงตัว ทำให้ในเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรียแห่งนี้ เต็มไปด้วยศิลปะวัฒนธรรมอันเก่าแก่และหรูหรา สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองแห่งนี้เราแนะนำให้ซื้อ City Pass ที่มีหลายแบบใหล้เลือกทั้ง 24 ชม. / 48 ชม. / 72 ชม. เพื่อใช้ในการเดินทางรถไฟฟ้าภายในเมือง รวมถึงใช้เป็นส่วนลดในการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการเที่ยวในกรุงเวียนา เพียงมี City Pass และบัตร PLANET SCB แค่สองใบก็ไปได้ทั่วเมือง กลายเป็นสังคมไร้เงินสดที่แท้ทรูเลยจ้า
Stephansplatz Square

ตะวันตรงหัวก็ได้เวลาที่เราจะเริ่มเที่ยว โดยเราจะขอเริ่มกันที่ย่านสุดคึกคักอย่าง Stephansplatz แลนด์มาร์คหลักสำหรับสายช้อบแนวไฮเอนด์ เพราะนี่คือใจกลางภูมิศาสตร์ของเวียนนาที่คราคร่ำไปด้วยความหรูหราของร้านค้าแบรนด์เนมระดับโลก และตึกรามบ้านช่องที่อลังการงานสร้างไม่แพ้กัน บนถนนที่แสนจะคึกคักแห่งนี้เต็มไปด้วยนักแสดงศิลปะ รถเทียมม้า นักท่องเที่ยวที่มาอยู่รวมกันแบบไม่ต้องนัดหมาย เพื่อเข้าชมสถานที่ประวัติศาสตร์หลาย ๆ แห่ง อีกทั้งเพื่อมองหากาแฟรสเยี่ยมในช่วงกลางวัน และทานอาหารเลิศรสที่ร้านโก้หรูในช่วงกลางคืน ส่วนตัวเราขอเลือกนั่งในคาเฟ่เด็ด ๆ สักร้าน ใช้เวลาครู่หนึ่งเฝ้ามองโลกผ่านหน้าเลนส์ เพื่อเก็บภาพแลนด์มาร์คของเมืองในย่านช้อปปิ้งที่ดีที่สุดแห่งนี้
หลังจากโหลดคาเฟ่อีนเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายก็พร้อมที่จะออกมาเดินเล่นรับลมท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก ที่มีเสียงเพลงจากเหล่านักดนตรีเปิดหมวกริมถนน เสียงปรบมือของผู้ชม หรือแม้แต่เสียงเกือกม้าที่กดลงไปบนถนนสีเทา ทุกอย่างกำลังเคลื่อนไหว ในขณะที่ชัตเตอร์ของเรากำลังเก็บทุกสิ่งให้หยุดนิ่ง มันเป็นความสวยงามที่ดูธรรมชาติ แต่ก็ดูประดิษฐ์ประดอยด้วยแบ็คกราวนด์ตึกทรงโบราณใหญ่ยักษ์ และแม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูร้อน แต่อากาศของที่นี่ก็เรียกว่ากำลังสบาย ๆ หากอยากช้อปปิ้งถนน Kärntner และ Graben ก็พร้อมดูดทรัพย์ของพวกแกจนเสี่ยงล้มละลาย แต่หากอยากชมผลงานศิลปะโบราณที่มุมถนนของถนนสองเส้นนี้ก็ยังมี Stock-im-Eisen (ท่อนไม้ในเหล็ก) ซึ่งก็คือท่อนไม้ที่ถูกตอกด้วยตะปูหลาย 100 ตัวตั้งโชว์อยู่
St. Stephens Catheral

ก้าวเท้าไปอีกเพียงไม่กี่สเต็ปเราก็จะพบกับ St. Stephens Catheral อาสนะวิหารของนักบุญสตีเฟน สถาปัตยกรรมแห่งศตวรรษที่ 13 และที่ตั้งอาสนะของอาร์ชบิชอปแห่งเวียนนา ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรมันเนสก์กอทิก ที่โดดเด่นและสะดุดตาท้าทายทุกสายตาให้มาเยือนเป็นที่สุด แถมเราสามารถเข้าชมได้ฟรีอีกด้วยจ้าหลังจากนิ่งอึ้งตึงตะลึงงัน รัวชัตเตอร์เก็บภาพแทบจะทุกยอดของอาสนะวิหารแล้ว ก็ได้เวลาเดินฝ่าฝูงชนที่เนืองแน่นและจอแจเข้าไปยังด้านใน ที่นอกจากความสวยแล้วเรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่เหมือนข้างนอกเลย เพราะนักเดินทางทุกคนรู้ดีว่าสถานที่ที่พวกเขากำลังยืนอยู่นี้คือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนจึงเดินชมด้วยความเงียบและความสำรวม แต่นัยน์ตาเป็นประกายตื่นเต้นลุกวาวจนไม่อาจซ่อนได้มิด ก็แหงล่ะ หากแกกำลังยืนอยู่ด้านในของโบสถ์ที่สูงจนต้องแหงนคอมอง ด้านหน้าของสถาปัตยกรรมนูนสูงนูนต่ำอันแสนวิจิตร ด้านข้างของกระจกสีที่แสนจะปราณี ด้านใต้ของหอคอยอันงดงาม เอาเข้าจริงหากจะบรรยายความสวยของอาสนะวิหารแห่งนี้ เราคงต้องยกมือขอกระดาษเพิ่มในการเขียนจึงจะบรรยายได้หมด ออ หากการเดินชมแค่ด้านล่างยังไม่จุใจ ที่นี่เราสามารถจ่ายตังแล้วขึ้นไปชมเมืองมุมสุงบนหอคอยของวิหารแห่งนี้ได้ด้วยนะ

xoslot

Kleines Cafe’

เดินชมหินแต่ละก้อน กระจกแต่ละบาน ของวิหารจนตาแทบหลุด เราขอมาแวะพักเบรคที่ร้าน Kleines Cafe’ ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่คงความคลาสสิคแบบเวียนนาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ 1970 หรือกว่า 46 ปีมาแล้ว และแม้จะตั้งอยู่ท่ามกลางคาเฟ่สุดคลาสสิกมากมายหลายแห่ง แต่เราก็จงใจเลือกที่นี่ให้เป็นหนึ่งในลิสต์ห้ามพลาดของทริป เพราะว่ามันคือหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องโปรดตลอดกาลของเราอย่าง Before Sunrise หนังรักแนวโรแมนติกดราม่าที่มีเนื้อเรื่องเรียบง่าย เกี่ยวกับการพบเจอกันของสองนักเดินทางต่างที่มา แต่กลับเจอกันที่เมืองสุดโรแมนติกอย่างเวียนนาและก่อกำเนิดเป็นความรักที่ใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน การจิบกาแฟของเราในครั้งนี้ จึงเป็นการจิบกาแฟไปพร้อม ๆ กับความหวังว่า อาจจะได้เจอใครสักคนในที่แห่งนี้ท่ามกลางความคึกคักของผู้คนที่นั่งเม้าท์มอยกลางแสงแดด เราเลือกหลบจากความวุ่นวายเข้าไปนั่งในร้านใต้หลังคาทรงสูงสีขาวครีมที่ประดับไฟสีส้ม ที่ดูเข้ากับหนังสีน้ำตาลเข้มของโซฟา ทำให้ช่วงเวลาที่เราได้จิบกาแฟขม ๆ ผสมความหวัง และนั่งฟังเพลงคลาสสิกที่ร้านเลือกสรร ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับเป็นการให้รางวัลชีวิตที่แสนเข้มแข็งตลอดทั้งปีนี้ของเราได้อย่างกลมกล่อม Jesuit Church

เสพความขมของกาแฟเต็มอิ่ม เราก็ไปชมความสวยงามใหญ่โตของ Jesuit Church ซึ่งโบสถ์สองชั้นสีครีมที่มียอดโดมเป็นสีเขียวเข้มสไตล์บาโรก อายุกว่า 394 ปี ที่รู้จักกันในนามโรงเรียนสอนศาสนา ที่นี่แสดงให้เห็นถึงความร่ำรวยทางวัฒนธรรมของออสเตรียอย่างชัดเจน และผลงานที่เรียกว่าเป็นมาสเตอร์พีซภายในโบสถ์ก็คือเพดานทรงครึ่งวงกลมที่วาดโดยใช้วิธีแบบเฟสโก้ หรือการเขียนสีลงบนปูนโดยตรง เพื่อให้ภาพมีสีสวยสดเป็นเวลานาน กลับเสาทรงโรมันที่ทำมาจากหินอ่อนประดับตกแต่งยอดด้วยหัวเสาแกะสลักสีทอง หรือถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือสวยตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ทำให้การเดินเล่นในโบสถ์ของเราไม่เป็นเรื่องน่าเบื่อเลย

Zollamtssteg Bridge

ปิดท้ายวันแรกกับอีกหนึ่งโลเคชั่นถ่ายทำหนังเรื่อง Before Sunrise ที่ Zollmtssteg Bridge สะพานเหล็กสีเขียวเข้ม ที่ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี 1900 ที่แสนธรรมด๊า ธรรมดา และไม่เคยมีเรื่องราวอื่นใดนอกจากเอาไว้สำหรับข้ามแม่น้ำข้ามแม่น้ำสายเล็ก ๆ เชื่อมเมืองเพียงเท่านั้น แต่เมื่อมันถูกถ่ายทอดเรื่องราวสุดโรแมนติกอันโด่งดัง ทำให้เหล่าแฟนหนังหลงรักมัน และหลั่งไหลมาเช็คอิน ถ่ายรูปสร้างเรื่องราวของความจริงบนเส้นทางแห่งความฝันกันอย่างเนืองแน่น
Day 2 :

• Cafe’ Central

เช้าวันที่สองในกรุงเวียนนา เราตื่นแต่เช้าเพื่อรีบมายังคาเฟ่ที่ชื่อว่า Cafe’ Central หนึ่งในร้านที่เป็นเสมือนแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองสุดแสนจะโด่งดัง เพราะนอกจากจะให้บริการเสิร์ฟขนมหลากหลายชนิดและเครื่องดื่มที่อร่อยชวนฝันมายาวนาน 141 ปีแล้ว ภายในคาเฟ่ที่ดูเหมือนพระราชวังขนาดย่อมแห่งนี้ ก็ยังมีเรื่องราวมากมายของบุคคลระดับโลกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ลีออน ตรอทสกี นักปฏิวัติ, ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์ รวมถึงนักประพันธ์และนักแต่งกลอนระดับโลกอีกหลายคนล้วนต่างเคยเดินเข้าออกคาเฟ่แห่งนี้มาแล้วทั้งนั้น ทำให้ผู้คนที่เดินทางมายังเมืองนี้ล้วนแล้วแต่มาต่อคิวเพื่อรอสัมผัสบรรยากาศระดับโลกกันอย่างคึกคัก ดังนั้นถ้าแกมาสายแม้เพียงนิดเดียวก็อาจจะต้องรอต่อคิวยาวหลายชั่วโมงท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวแสนประทับใจและสถาปัตยกรรมที่ชวนหลงไหล แค่กาแฟดำร้อน ๆ หนึ่งแก้วกับครัวซองต์อุ่น ๆ หนึ่งชิ้น ก็ทำให้เราสามารถนั่งชิว ๆ เฝ้ามองผู้คนเดินเข้าออกร้าน สั่งเครื่องดื่ม เลือกขนม ได้โดยไม่มีเบื่อ และแน่นอนว่าเราสามารถใช้จ่ายผ่านบัตร PLANET SCB ได้แทบทุกที่ทุกร้านค้าในออสเตรีย มันจึงทำให้เราสะดวก คล่องตัว ปลอดภัย แถมคุ้มค่า เพราะเราได้แลกเงินเก็บไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ คุ้มแบบนี้ไปไหนก็หายห่วงเด้อออออ Austrian National Library, State Hall

พอสายหน่อย ที่เที่ยวเริ่มเปิด เราก็ไปเช็คอินที่แรกกับห้องสมุดที่สวยมาก โอ้ย!!! เป็นอีกที่แล้วสินะที่เราจะใช้คำว่าสวยได้สิ้นเปลือง แต่มันก็สวยจนไม่มีคำไหนจะบรรยายได้ดีเท่ากับคำว่าสวยแล้วนี่หน่า เพราะนี่คือ Austrian National Library, State Hall ห้องสมุดแห่งชาติของออสเตรีย หนึ่งในห้องสมุดที่สวยที่สุดในโลกและถูกจัดอันดับให้เป็นห้องสมุดสไตล์บาโรกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย ทำให้มันไม่ได้เก็บรวบรวมความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นที่รวบรวมศิลปะชั้นสูงตั้งแต่พื้นยันภาพวาดบนเพดาน ที่ใช้เทคนิคการวาดแบบเฟรชโก้ไว้แทบจะทุกตารางนิ้ว และด้านในก็บรรจุหนังสือกว่า 200,000 เล่ม โดยมีผลงานชิ้นสำคัญของ มาร์ติน รูเทอร์ ที่เขียนในยุคปฏิรูปไว้มากที่สุด บอกตรง ๆ ขนลุกแล้วแม่จ๋า แน่นไปด้วยความรู้ ประวัติศาสตร์ และศิลปะแบบทุกอณูเนื้อมากเวอร์ MuseumQuartier

เครดิตฟรี

ที่ถัดไปเราก็ยังคงอยู่กับสถานที่รวบรวมศิลปะและวัฒนธรรมของเมืองไว้อย่างยอดเยี่ยมนั่นก็คือ MuseumQuartier หนึ่งในศูนย์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตรนี้ คือศูนย์รวมของมิวเซียม ร้านค้า และสถานที่ท่องเที่ยวกว่า 70 แห่ง อดีตโรงม้าของพระราชวังหลวงที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง ไม่ว่าแกจะอยากมานั่งคุยเล่นชิว ๆ กับเพื่อน อาบแดดเพิ่มผิวสีแทน แสวงหาความรู้อันไม่จำกัด เสพศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งแบบถาวรและแบบหมุนเวียนแกก็สามารถมาที่นี่ทีเดียวจบและที่แรกที่เราอยากจะเข้าไปดูก็คือ Leopold Museum พื้นที่จัดแสดงศิลปะที่โดดเด่นร้อนแรง และเป็นเอกลักษณ์ผ่านสีสันที่จัดจ้านและเส้นที่คมชัด เพื่อเล่าเรื่องราวของเมืองเวียนนาในยุค 1900 เราจึงได้เห็นการแสดงออกทางความคิดอย่างอิสระเสรี ในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมผ่านศิลปะจากจิตรกรแนวนวศิลป์และเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ของประเทศออสเตรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของ สชีล (Schiele) ก็ถูกนำมาจัดไว้ที่นี่มากที่สุดในโลกด้วยการได้เห็นศิลปะที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยของออสเตรียทั้งแบบดั้งเดิมที่เราเห็นผ่านโบสถ์ต่าง ๆ และแบบสมัยใหม่ในพิพิธภัณฑ์นี้ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าคนเวียนนามีความอาร์ตอยู่ในตัวสูงมาก ทุกอย่างจึงดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หาชมได้ยากจากประเทศอื่น ๆ จนอยากจะคาราวะสามจอกให้ความช่างสร้างสรรศิลปะของพวกเค้าจริง ๆ

ถัดมาอีกหน่อยเราก็เจอกับอาคารสี่เหลี่ยมคิวบิกสีเทาเข้มอายุ 55 ปี พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางที่เรียกว่า Mumok หรือ Museum of Modern Art พิพิธภัณฑ์ที่นำเอาผลงานของศิลปินระดับโลกอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล และ ปิกัสโซ ศิลปินผู้มีไอเดียบรรเจิด และลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์มาจัดแสดงไว้ในแกลอรี่ที่ถูกออกแบบโดย Kunsthalle สถาปนิกชื่อดัง ทำให้เราเสพครบทั้งสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมในที่เดียว ทุกอย่างในที่นี้ล้วนดูเท่ น่าค้นหา และดึงดูด เต็มไปด้วยข้อมูลและแรงบันดาลใจ ช่างเหมาะแก่การแต่งตัวชิค ๆ กางเกงใหญ่ ๆ เสื้อโอเวอร์ไซส์ สะพายกระเป๋าผ้า สวมคอนเวิร์สสีขาว ไปยืนให้ตึกสีดำสุดคูลเป็นแบ็คกราวด์ที่สุด

ที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดนิทรรศการที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของศิลปะแนวโมเดิร์นและร่วมสมัย มันจึงเป็นเสมือนสังคมที่ช่วยขัดเกลามุมมองความคิดกับความรู้สึกของเราผ่านศิลปะ มีทั้งโซนนิทรรศการถาวรและโซนนิทรรศการหมุนเวียน อย่างช่วงที่เราไปเป็นช่วงของงานอีเวนท์ที่มีชื่อว่า Vertigo ศิลปะและประวัติศาสตร์ที่เน้นไปที่ช่วงศตวรรษที่ 1950 และ 1960 และผลงานที่เราได้เห็นก็ชวนวิงเวียนสมชื่อ แต่หลังจากเดินผ่านทั้งห้องสีขาวดำหลอกตา ทั้งห้องแสงเงาที่ชวนงง และห้องแสงสีที่ดูสดใส ความรู้สึกของเรากลับชัดเจนมากกว่ามึนงง อ่านแล้วงงหละสิ ถ้าอยากจะรู้ความจริงก็ต้องไปวิงเวียนด้วยกันที่เวียนนาแล้วล่ะ Maria-Theresien-Platz

จาก MuseumQuartier หากเดินข้ามฝั่งถนนไปก็จะเจอกับ Maria-Theresien-Platz แหล่งรวมมิวเซียมอีกแล้ว (มิวเซียมเยอะจริงเมืองนี้) แต่ที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือ Museum of Natural History of Vienna ที่เล่าประวัติของเมือง ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน กับ Museum of Art History พิพิธภัณฑ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดในโลก ทั้งในแง่ของศิลปะความสวยงาม เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของพระราชวังของกษัตริย์และชนชั้นสูง ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ของโลกไว้หลายชิ้นด้วยกัน บอกแล้วว่าที่นี่มิวเซียมมันเยอะมากจริง ๆ รู้สึกได้เลยว่าเค้าให้ความสำคัญกับความรู้และการศึกษาดีมาก ๆ ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เรามีจินตนายการ มีความคิด และมุมมองเป็นของตัวเองมาก ๆ และแต่ละมิวเซียมก็จะมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันออกไป ทำให้เราไม่ได้รู้สึกเบื่อกับการเข้ามิวเซียมนี้ออกมิวเซียมนู้นเลยแม้แต่น้อยHofburg Palace

เดินเรื่อย ๆ ชิว ๆ ถัดมาอีกหน่อยเราก็เจอกับ Hofburg Palace พระราชวังฤดูหนาวที่เคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์มากว่า 600 ปี ภายในวังมีห้องมากกว่า 2,000 ห้อง อือหือ!!! เที่ยวมาหลายที่จนชักจะสงสัยแล้วว่าเวียนนาเค้ามีคำว่าธรรมดาแบบบ้านอื่นเมืองอื่นบ้างไหมนะ และแม้จะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1460 แต่ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ เครื่องแต่งตัว รวมถึงเครื่องประดับของมีค่าอื่น ๆ อีกมากมายที่ถูกนำมาโชว์ล้วนแล้วแต่สวยงามไร้ตำหนิ จนเรารู้สึกได้ว่าต่อให้กดชัตเตอร์แบบมั่ว ๆ ก็ยังต้องออกมาสวยแน่ ๆ Albertina Museum

มาต่อกันอีกหนึ่งมิวเซียมที่สวยชวนขนลุก เพราะ Albertina Museum คือมิวเซียมจัดแสดงภาพที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานที่รวบรวมผลงานกราฟฟิคอาร์ตไว้มากกว่า 1,000,000 ชิ้น ทั้งภาพวาด ภาพลงสี ตั้งแต่ยุคปลายโกธิคจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสำหรับเราศิลปะแนวนี้ค่อนข้างจะเสพยาก เรียกได้ว่าถ้าไม่อ่านคำอธิบายก็แทบจะไม่รู้ความหมายเลย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความสุขในการชื่นชมผลงานศิลปะลดน้อยลงได้เลย เพราะแม้ว่าเราจะไม่เข้าใจความหมาย แต่เราก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกอย่างชัดเจน ออ แล้วที่นี่เค้าก็มีนิทรรศการหมุนเวียนให้ชมตลอดปีด้วยจ้า

มาถึง Albertina ทั้งที เราบอกเลยว่าแกควรจะล็อคเวลายามเย็นอยู่ที่นี่ จนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าเพราะบริเวณลานชั้นสองของตึกนี้มีระเบียงที่เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ตกพร้อม ๆ กับวิวของ โอเปร่า เฮ้าส์ ที่อยู่ด้านหน้า และถ้าโชคดีแกจะได้เห็นสีของท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากฟ้าสู่สีส้มและจบที่สีดำพร้อม ๆ กับที่ ไฟของ โอเปร่า เฮ้าส์ เปิดขึ้น มันเป็นการจบวันที่แสนหวานและโรแมนติกที่สุด เหมือนซีนในหนัง Before Sunrise เลยแก คนโสดอย่างเราเห็นแล้วก็นึกอยากควงแขนใครซักคนมาที่นี่ด้วยบ้างในครั้งต่อไป

Day 3 :

• Schönbrunn Palace

เช้าวันที่สามบอกเลยว่าอลังการหนักมาก เพราะท่ามกลางความหรูหราแบบไม่พักไม่ผ่อนของตึกที่เราผ่าน ๆ มา Schönbrunn Palace คือความหรูหราที่ได้รับการการันตีด้วยป้ายมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ ทำให้อาคารสไตล์รอคโคโคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรียหลังนี้เป็นแลนด์มาร์คของนักเดินทางจากทั่วโลก ด้านในประกอบด้วยห้องถึง 1,441 ห้อง แต่ละห้องล้วนประดับตกแต่งด้วยของมีค่าทั้งทางมูลค่าและทางประวัติศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวของราชวงศ์ฮับส์บูร์กผู้สร้างพระราชวังหลังนี้ขึ้นมาได้เป็นอย่างดี บอกได้เลยว่าถ้าแกอยากจะใช้เวลาที่นี่ทั้งวันคือได้ เพราะมันสวยวิ้งวับ ระยับตาแตก มีอะไรให้ดูให้มองรอบทิศจนตาซ้ายอยากจะแยกออกจากตาขวาเพื่อสำรวจให้ทั่วในคราวเดียวCafé Sperl

ทริปนี้นอกจากเราจะได้เดินทางตามหน้าประวัติศาสตร์ของเวียนนาแล้ว เรายังได้เดินทางตามหนังเรื่องโปรดอย่าง Before Sunrise กันแบบรัว ๆ มันช่างตอบโจทย์นักเดินทางสายจินตนาการอย่างเราเป็นที่สุด ดังนั้นอีกหนึ่งคาเฟ่ตามรอยหนังที่พลาดไม่ได้ก็คือ Cafe’ Sperl คาเฟ่สไตล์เวียนนาแบบดั้งเดิมที่ให้บรรยากาศของศตวรรษที่ 18 อย่างเด่นชัด เพราะภายในตึกสีครีมที่เหมือนกับแพนเค้กยามเช้าคือโคมไฟทรงกลมที่แสนอบอุ่น โซฟา เบาะผ้า และโต๊ะหินอ่อน ตรงเป๊ะกับฉากในหนังที่เราแสนรัก และไม่ต้องมากความ แค่กาแฟดำเข้ม ๆ น้ำตาลสองก้อนหนึ่งแก้วก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสุขใจแล้ว
Day 4 :

ลมอ่อนพัดโชยมา พระอาทิตย์ก็เริ่มกลับมาทักทายท้องฟ้า นักท่องเที่ยวชาวไทยหน้าตี๋อย่างเราก็ตื่นมาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดี๊ดี ประหนึ่งเป็นพลเมืองของออสเตรียมาตั้งแต่เกิด ไม่รอช้ารีบหิ้วกล้องออกไปเดินเล่นชมนก ชมไม้ ชมวิว ชมซ้ำกับที่ชมไปเมื่อเย็นวานนั่นล่ะ แต่พอต่างเวลาความรู้สึกมันก็ต่างไปนะ การเดินซ้ำก็ทำให้เราได้เห็นอะไรอีกหลายอย่างที่ลอดสายตาเราไปเมื่อวาน และมีเวลามากพอให้เราได้พิจารณาสิ่งที่เราชอบอีกครั้งหนึ่ง จนเวลาล่วงไปช่วงสายเราก็กลับเข้าโรงแรมพร้อมรอยยิ้มเพื่อทานเบรคฟาสสไตล์ออสเตรียให้เต็มคราบ ก่อนเช็คเอ้าท์ลากกระเป๋าเพื่อนั่งเรือไปต่อรถไฟ ใส่หูฟังเปิดเพลงซิมโฟนี่หมายเลข 40 ฟังเพิ่มฟีลลิ่ง เพราะเมืองถัดไปคือบ้านเกิดของ โมสาร์ท สุดยอดนักแต่งเพลงแห่งศตวรรษ
Day 5 :

• Simply Raw Bakery (Vegan)

มื้อเช้าวันสุดท้ายกับ Simply Raw Bakery (Vegan) คาเฟ่สำหรับคนรักสุขภาพที่มีที่นั่งด้านหน้าเพียงไม่กี่โต๊ะ และด้านในอีกนิดหน่อย เป็นร้านที่น่าจะมีชื่อเสียงมาก เพราะขนาดเราไปตั้งแต่ร้านเปิด โต๊ะด้านหน้ากลับถูกจองโดยเหล่าฝรั่งผิวขาวที่ชอบอาบแดดเป็นชีวิตจิตใจหมดเรียบร้อย โชคดีที่ยังมีที่นั่งด้านในเหลืออีกนิดหน่อย ทำให้เราได้มีโอกาสเข้าไปลองลิ้มชิมรสขนมอบที่ล้วนออกมาจากใจและถูกทำให้ดีตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ และไม่ว่าแกจะเป็นสายวีแกนหรือสายเฮลตี้ ก็สามารถเอ็นจอยอีทติ้งกับขนมทุกชิ้นและเครื่องดื่มทุกแก้วได้แบบสบาย ๆสายหมูกระทะอย่างเราขอเลือกสั่งลาเต้ที่เค้าจะใช้นมถั่วเหลืองแทนนมวัว และ Acid Bowl อาหารแนวเฮลตี้ที่นำผลไม้สดมาปั่นกับโยเกิร์ตแล้วท็อปปิ้งด้วยกาโนล่า ข้าวโอ๊ต กล้วย กีวี่ เบอร์รี่ ราดทับด้วยซอสหวาน ๆ บางอย่างอีกหนึ่งอย่างเป็นอันจบ ชามนี้บอกเลยว่าแค่รูดจ่ายเงินผ่าน PLANET SCB รับมาตั้งถ่ายรูปก็รู้สึกสุขภาพดีโดยที่ยังไม่ทันเอาเข้าปากแล้วจ้าแม่

Belvedere Palace

สล็อต xo

โลเคชั่นปิดท้ายแบบเวอร์วังอลังการ ใช่เราจะพาไปเที่ยวอีกหนึ่งวังที่สวยงามนั่นก็คือ Belvedere Palace หรือ พระราชวัง “เบลเวเดียร์” อดีตพระราชวังฤดูร้อนสไตล์บาโรกที่มีอายุยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ศิลปะ เพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของกรุงเวียนนา ที่เราสามารถชื่นชมผลงานศิลปะระดับโลก ภายใต้บรรยากาศแบบพระราชวังที่ถูกแบ่งเป็นสองส่วน คือพระราชวังส่วนบนพื้นที่จัดแสดงภาพเขียนออสเตรียนแกลอรี่ ไม่ว่าจะเป็น The Kiss และ Judith and the Head of Holofernes ของ Gustav Klimt (กุสตาฟ คลิมท์) และพระราชวังส่วนล่างพื้นที่จัดแสดงศิลปะออสเตรียตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน ทำให้มันรั้งตำแหน่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเอาไว้ได้ด้านในที่ว่ากว้างขวางแล้วด้านนอกก็กว้างขวางและเต็มไปด้วยศิลปะไม่แพ้กัน เพราะบนสวนหย่อมขนาดใหญ่ที่มีทั้งรูปปั้นหลายอิริยาบถและน้ำพุอยู่หลายมุม คือที่ที่เราสามารถเดินเล่นโดยไม่ต้องสนใจเวลา และสามารถหามุมถ่ายรูปสวย ๆ ปัง ๆ เดินเล่นสะบัดกระโปรงสีแดงเลือดนกที่ตัดกับท้องฟ้าได้เหนื่อยจนขาลาก แล้วค่อยไปนั่งพักหามุมสงบที่ร่มเย็น คัดรูปเด็ดเด็ดซักสี่ห้าใบมาลงให้เพื่อนอิจฉาเล่น ๆ ก่อนกลับถึงไทยไปลงรูปต่อแบบรัว ๆ จนเพื่อนมองบน ถือเป็นการจบทริปได้สมบูรณ์มากจ้าหลังจากจบทริป 5 วัน 4 คืนแบบอะเมซซิ่ง อิ่มเอมทั้งที่เที่ยวแบบธรรมชาติ ผลงานศิลปะสุดยิ่งใหญ่ Museum ที่เลื่องชื่อ เราก็หลงรักออสเตรีย และขอยกตำแหน่งประเทศแสนโรแมนติกชวนฝันให้ไปแบบง่าย ๆ เลย เพราะทุกที่ที่เราไปเหยียบ ทุกสถานที่เราได้ย่างช่างสวยงามเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้ผ่านรูปเป็นอย่างมาก และต่อให้ใช้คำบรรยายที่สวยหรูมากกว่านี้ ก็ไม่อาจเทียบเท่าความงามแท้จริงที่เราได้เห็นได้เลย ยิ่งกว่านั้นคือออสเตรียยังมีดีเทลรายละเอียดอีกมากที่รอให้เราได้เชยชม บอกได้คำเดียวว่าจงเอาออสเตรียใส่ไว้ในดรีมเดสติเนชั่น จัดชุด ซ้อมโพส แล้วแลกเงินไว้รอ ออกไปเที่ยว ไปใช้ชีวิตที่มีคุณภาพชีวิต ออกไปลองอยู่ในสังคมใหม่ ๆ ทำอะไรที่ไม่เหมือนเดิม ลองไปอยู่ในสังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริงดู แกจะได้รู้ว่าการเดินทางนี่ล่ะคือยาบำบัดความเครียดที่แท้จริง