เที่ยวคิวชู 4 วัน : Oita, Kumamoto, Miyazaki, Fukuoka

เที่ยวญี่ปุ่นฤดูร้อนใครว่าไม่สนุก?? ทางเราบอกเลยว่ามีแต่เรื่องดี ๆ สถานที่ฟิน ๆ อย่างทริปนี้ที่ คิวชู ภูมิภาคน่ารักน่าหยิกที่เพิ่งได้ไปทักทายแบบอยู่ดีกินดีมา 4 วัน 4 เมือง ทั้งโออิตะ มิยาซากิ คุมาโมโต้ และฟุกุโอกะ สัมผัสความหรูหราสมราคาสมฐานะคนคลั่งญี่ปุ่นอย่างเรา ด้วยออนเซ็นที่ดีที่สุด เบนโตะระดับมิชลินสตาร์ โซบะบนรางไม้ไผ่ ล่องเรือพายชมสองฝั่งน้ำพร้อมเพลงขับกล่อมเพิ่มสุนทรียะ ตบท้ายด้วยความสดใสบนรถลากชมเมืองเก่าตามสไตล์ผู้ดีญี่ปุ่น งานนี้เรื่องอาหารอร่อย ความงดงาม ประวัติศาสตร์ และวิวอลังก็ไม่ต้องลุ้น คิวชูไม่ทำให้ผิดหวัง ควรค่ากับความเป็นอัญมณีแห่งเกาะทางใต้ชัวร์ ๆ อ้าว!! จะชักช้ากันทำไม รีบซื้อตั๋ว … บินไปใส่กิโมโนอุ้มคุมะมงเพิ่มคาวาอี้ แล้วเดินเฉิดฉายท้าทายดินแดนลูกพระอาทิตย์ให้หนำใจกันเถอะภูมิภาคคิวชู เป็น 1 ใน 4 เกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 มีทั้งหมด 7 จังหวัดด้วยกัน แต่ที่เราอยากบอก คือ เกาะคิวชูเป็นเกาะใหญ่ที่เที่ยวครึ่งเดือนก็ยังไม่หมด ด้วยพื้นที่ที่เป็นเกาะมีความสูงต่ำทิวเขาทั่วทั้งเกาะ จึงกลายเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ พันธุ์ไม้นานาพรรณ จนเราขอยกให้เป็นอัญมณีสีมรกตของเกาะทางใต้เลยทีเดียว ส่วนเมืองที่เราเก็บกระเป๋าไปเยี่ยมเยือนในทริปนี้คือ Oita, Fukuoka, Kumamoto และ Miyazaki นี่แหละ เน้นที่กินอิ่ม เดินชิล แช่ออนเซ็นแล้วกันนะ เพราะออนเซ็นที่ภูมิภาคนี้ถือว่าดีที่สุดในญี่ปุ่นเลย ส่วนเรื่องการเดินทาง แม้จะเป็นเกาะแต่เขาก็มีรถไฟครอบคลุมนะจ๊ะ บัตร PASS ในเกาะอะไรมีหมดเหมือนเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ เลย สะดวกมากถ้าเป็นเมื่อก่อน คิวชู อาจจะไม่ใช่ท๊อปลิสต์ที่คนนึกถึงเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น นั่นคงเพราะสายการบินที่บินตรงมีให้เลือกไม่เยอะเท่าโตเกียว โอซาก้า แต่นับจากนี้เชื่อเราว่าคิวชูจะกลายมาเป็นลิสต์แรกในใจคนชอบเที่ยวแน่ ๆ เพราะล่าสุด Air Asia สายการบินโลว์คอสต์ราคาประหยัดที่ขยันปล่อยโปรออกมาแทบทุกเดือนได้เปิดเส้นทางใหม่ ดอนเมือง-ฟุกุโอกะ แล้วจ้า โดยไฟล์ทบินตรงจากดอนเมืองนั้นมีทุกวันอังคาร, พุธ, เสาร์ และอาทิตย์ บินดึกถึงเช้าเที่ยวต่อได้เลยไม่เสียเวลา ส่วนขากลับจากฟุกุโอกะก็ออกแต่เช้าทุกวันจันทร์, พุธ, พฤหัสบดี และอาทิตย์ แน่นอนว่ามันทำให้การเที่ยวภูมิภาคนี้ง่ายขึ้น ประหยัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และนอกจากราคาที่ถูกแล้ว การบริการยังประทับใจวัยรุ่นมากด้วยจ้า มีแพ็กเกจโหลดกระเป๋าพร้อมอาหารในราคาสุดคุ้ม เอาเป็นว่าเก็บช้อยส์นี้ไว้ในอ้อมใจ เผื่อวันไหนอยากมาคิวชูก็เช็คดูได้นะจ๊ะDay 1

slotxo

จุดแรกที่เราเริ่มเช็คอินก่อนเลยคือ Old Town in Hita, Oita จังหวัดโออิตะที่ใคร ๆ ก็คิดว่ามีดีอยู่ที่ออนเซ็นอย่างเดียว เราอยากจะบอกว่ามันมีหมู่บ้านโบราณแอบซ่อนอยู่ด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็น Little Kyoto แห่งคิวชูได้เลยเหมือนกัน ย่าน “มาเมดะมาจิ” ตั้งอยู่ในเมือง เดินทางด้วยรถไฟมาลงสถานี Hita เดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงเลย หมู่บ้านนี้เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโบราณมากมาย เพราะที่นี่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะ ช่วงประมาณปี 1630-1868 โดยตรงนี้ถือเป็นเขตอนุรักษ์กลุ่มสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าของประเทศด้วย

บ้านเรือนหลังเก่าที่แต่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยก็แปรเปลี่ยนมาเป็นร้านค้า ร้านขายของฝาก พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ .. ผลิตภัณฑ์ไม่ซ้ำกันเลยสักร้าน ทำให้เราเดินเพลินตลอดเส้นทาง ถ้าถามว่ามาเดินแล้วรู้สึกยังไง คงบอกได้ว่าทุกย่างก้าว เรารู้สึกว่าซามูไรสามารถโผล่มาได้อะ เพราะแม้กระทั่งสายไฟโยงไปโยงมา ยังไม่มีเลยแก เขาฝังลงดินหมด เขารักษาไว้ได้ทั้งทรงตึกและบรรยากาศจริง ๆแต่ที่น่าสนใจคือยังมีร้านค้าบางร้านที่เปิดขายแบบสืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วยกรรมวิธีแบบเดิม ๆ ทำให้เราได้ตื่นตาตื่นใจ มาเริ่มกันที่โรงผลิตสาเกโบราณ Kunchō Sake ที่สืบทอดมาตั้งแต่ปี 1702 นอกจากทำสาเกสมัยเอโดะแบบออริจินัลยาวนานมากว่า 300 ปีขายแล้ว ยังมีโชจูข้าวบาร์เลย์คุณภาพดีให้ลิ้มลองด้วย แถมชั้น 2 เปิดให้ชมเป็นพิพิธภัณฑ์ (ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม) ฟีลตอนเดินเข้าไปเหมือนสำรวจบ้านเขามากกว่าอะแก คือทุกอย่างดูผ่านการใช้งานจริงมาหลายร้อยปี มันแปลกตาและมีมนต์ขลังมาก ๆ จะมีจุดหนึ่งที่เขาแขวนก้อนใบไม้กลม ๆ ไว้ เป็นตัวนับเวลาการหมักสาเก คือจะเริ่มหมักตั้งแต่ใบไม้ทั้งก้อนเป็นสีเขียว จนเมื่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแห้ง ๆ เมื่อไหร่ ก็แปลว่าสาเกพร้อมเสิร์ฟแล้วจ้าถ้าใครไม่สามารถกินสาเกเพียว ๆ ได้ ที่นี่เขาก็มีร้านคาเฟ่ที่มี ไอติมสาเก (Ginjyo 350 เยน) ให้ลองชิม คือเราจะบอกว่ารสชาติไม่ได้แรงเลย แต่กลับได้รสสัมผัสที่นุ่มพร้อมกลิ่นสาเกอ่อน ๆ มาแทน เพราะสาเกเขาทำจากข้าว และน้ำคุณภาพสูงนั่นเอง ส่วนตรงข้ามก็จะมีร้านเบเกอรี่ชื่อว่า Kogura เป็นเจ้าของเดียวกัน วางขายขนมปังหอมกรุ่นไปจนถึงหัวถนน โดยเมนูที่ควรลองของเขา คือขนมปังไส้ถั่วแดงผสมสาเก (Daiginjyo 160 เยน) รสชาติเหมือนขนมปังถั่วแดงที่ไส้เนื้อละเอียด นุ่มไม่หยาบลิ้น แล้วก็มีกลิ่นสาเกตีขึ้นมานิดหน่อย ซึ่งก็เข้ากันได้ดีเหมือนกันนะนอกจากสาเกจะดังแล้ว แถบย่านนี้ก็โด่งดังเรื่องงานไม้เช่นกัน เพราะเมือง Hita มีต้นสน Sugi ซึ่งเนื้อไม้เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการทำรองเก้าเกี๊ยะ หรือที่สากลเขาเรียกว่า “เกตะ (Geta) ” ซึ่งเมือง Hita ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 แหล่งผลิตรองเท้าเกี๊ยะที่ได้รับมาตรฐานในญี่ปุ่น (อีกสองแห่งคือเมือง Shizuokaในจังหวัด Shizuoka, เมือง Fukuyama ในจังหวัด Hiroshima) รองเท้าชนิดนี้เป็นรองเท้าโบราณที่อยู่คู่คนญี่ปุ่นมาช้านาน ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้ใส่กับชุดประจำชาติอย่างชุดยูกาตะ และกิโมโนอยู่ ที่ Tenryo Hita Hakimono Museum แห่งนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ด้านบนจะรวบรวมเกี๊ยะจากทั่วประเทศมาจัดแสดงให้ดู ส่วนด้านล่างจะวางเกี๊ยะแบบต่าง ๆ ให้เราเลือกซื้อเป็นของฝาก รวมถึงเป็นที่ตั้งโชว์รองเท้าเกี๊ยะยักษ์สูง 4 เมตร กว้าง 2 เมตรให้ดูกันแบบเต็มตาจากความชื่นชอบแบบไม่รู้ตัวของเจ้าของ …. พัฒนามาเป็นความคลั่งไคล้จนกลายเป็นนักสะสม จนทุกวันนี้เปิดเป็น พิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาฮินะ (Hina Goten) ให้ทุกคนเข้าชมในราคา 300 เยน “ตุ๊กตาฮินะ” คือตุ๊กตาเด็กผู้หญิงที่เขาจะนำมาจัดวางบนชั้นหลาย ๆ ตัวในช่วงเทศกาลฮินะ มัตสึริ ซึ่งเป็นเทศกาลวันเด็กผู้หญิง เป็นเทศกาลเพื่อขอพรให้ลูกสาวมีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งใน 1 ปีจะมีแค่ครั้งเดียว แต่ถ้าเรามาที่พิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาฮินะแห่งนี้ เราจะเจอได้ทุกวัน และมีกว่า 4,000 ตัวด้วย ทั้งแบบโบราณและสมัยใหม่ เขาเก็บสะสมไว้หมด ซึ่งตัวที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 300 ปี และมูลค่าสูงสุดเกือบ 10 ล้านเยนเลยจ้า ส่วนถ้าใครอยากมาแจมเทศกาลฮินะ มัตสึริ เขาจะจัดขึ้นในวันที่ 15 ก.พ. – 31 มี.ค. ของทุกปีนะ

xoslot

หลังจากเดินจนทั่ว … ทางเราก็มาเช็คอินกินมื้อเที่ยงกันที่ Ginzushi ร้านซูชิ 60 ปีที่ใคร ๆ ต่างแนะนำให้เรามาลองของดีแห่งเมือง Oita ซึ่งพอเดินเข้าไปด้านในก็รู้สึกว่าเหมือนร้านซูชิเก่าแก่ธรรมดาทั่วไป เราเลือกสั่งชุดอาหารซิกเนเจอร์ Hitan sushi ซูชิหน้าผัก (1,500 เยน) ที่เขาว่าไม่เหมือนใคร ทันทีที่เขามาเสิร์ฟ เราก็ต้องฉงนสงสัยจริง ๆ นอกจากจะเป็นหน้าผักแล้ว คำซูชิแต่ละคำยังเล็กจิ๋วกว่าทั่วไปมาก ๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่าการเสิร์ฟคำเล็กแบบนี้ ทำให้เราเพลินกับการกินมากขึ้น ด้วยปลาหลากชนิดที่สดเด้ง กินตัดกับซูชิหน้าผักที่ตัดเลี่ยน แต่ไม่ตัดอารมณ์ในการกินซูชิ ทำให้เราทานลื่นไหลไปได้เรื่อย ๆ แม้จะให้ชิ้นเล็กแต่จำนวนคือเยอะมาก เยอะจนสามารถทำให้เราอิ่มได้ไปถึงมื้อเย็นอะ

เรามาเช็คอินกันต่อที่ไฮไลท์ของเมือง Oita ที่ย่านเมืองเก่า Yufuin ที่มีความโด่งดังเรื่องน้ำพุร้อนเป็นอันดับสองของญี่ปุ่น แม้นี่จะเป็นตัวชูโรงของเมืองนี้ แต่ถ้าได้เดินเที่ยวรอบ ๆ เมือง มันจะมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราหลงรัก ไม่ว่าจะเป็นทัศนียภาพรอบเมืองที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ และภูเขาไฟ Yufudake หรือเรียกอีกชื่อว่า Bungo-ji-Fuji ซึ่งเขายกให้เป็นภูเขาฟูจิแห่ง Oita เลยนะ ด้วยเหตุนี้ทำให้รอบเมือง Yufuin มองไปทางไหนก็สบายตาไปเสียหมด จุดสตาร์ทจุดแรกคือ Yunotsubo-Kaido ถนนคนเดินยาวกว่า 800 เมตร ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า ขายของฝาก และร้านขนมหอมยั่ว ๆ ที่ทำให้เราต้องแอบซื้อกินตลอดทาง แต่ที่พลาดไม่ได้เลยคือ Yufuin Floral Village ที่ใครมาเห็น ตาก็ต้องเป็นประกายเพราะความน่ารักของหมู่บ้านสีเหลือง รูปทรงผสมระหว่างยุปโรปและญี่ปุ่นอย่างลงตัว ร้านรวงขายของอาร์ต ๆ น่ารัก ฟีลเดินอยู่ยุโรปเป๊ะ ๆ จะยืนตรงไหน ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปซะหมด

ช่วงหน้าร้อนฟ้าใสแสงสวย อะไรจะดีไปกว่าการใส่กิโมโนสีสันสดใสออกไปเฉิดฉายแบบสาวผู้ดีญี่ปุ่นกันล่ะ. นี่เป็นไฮไลท์ที่ใคร ๆ มาแล้วห้ามพลาด เพราะถ้าพลาดจะไม่มีรูปเช็คอินอวดโลกแบบที่เรากำลังนำมาให้ดู นั่นคือการเช่าชุดกิโมโน เดินชมเมืองแซมสวนป่าแบบญี่ปุ่น แต่ถ้าจะให้ใส่เดินอย่างเดียวมันก็ไม่แกรนด์พอ เราอยากให้นั่งรถลากโบราณสไตล์ Jinrikisya ระยะทางกว่า 1.5 กิโลเมตรเลาะเข้าถนนสายเล็ก ๆ ชมวิถีชีวิตชุมชนแท้ ๆ ไปยังถนนคนเดิน Yunotsubo-Kaido ไปจนถึงจุดหมายหลักคือ ทะเลสาบ Kinrin เหตุผลที่ควรใส่กิโมโนนั่งรถลากคือนี่เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่นับวันจะยิ่งน้อยลงตามกาลเวลา อยากให้ได้ลองก่อนจะหายไป

Kinrin (คินริน) ทะเลสาบเล็ก ๆ ยาวประมาณ 400 เมตร ลึก 2 เมตร ที่ชื่อ Kinrin แปลว่าเกล็ดปลาสีทอง ว่ากันว่าเมื่อประมาณเกือบ 200 ปีก่อน มีนักปราชญ์นามว่า Mouri Kuuso ได้เห็นแสงสะท้อนจากพระอาทิตย์ ตกทอดลงบนผิวน้ำเป็นประกาย ทำให้เกร็ดปลาในน้ำนั้นเป็นสีทองสวยอร่าม เขาจึงได้ตั้งชื่อนี้ให้แก่ทะเลสาบนั่นเอง เนื่องจากมีน้ำไหลมาจากน้ำพุร้อนปะทะกับน้ำเย็นที่ผุดขึ้นจากพื้นทะเลสาบ ทำให้น้ำในนี้อุ่นตลอดเวลา ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว หากใครมาทันช่วงเช้าประมาณ 6-8 โมง จะได้เห็นหมอกที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ มีทิวเขายาวเป็น Background เชื่อเราสิว่ามันต้องฟิน เพราะแค่เห็นตาเปล่าไม่มีหมอกแบบนี้ เรายังเคลิ้มเลย

นอกจากทะเลสาบที่เราได้นั่งทอดสายตาสบายอารมณ์แล้ว บริเวณนั้นยังมี Cafe’ La Ruche ร้านกาแฟ ที่ภายนอกดูเป็นสีดำเท่ ๆ แต่ข้างในกลับตกแต่งด้วยโทนขาว-น้ำตาล อบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ดูเข้ากัน มีท้งแบบโต๊ะนั่ง และเคาน์เตอร์บาร์ ทางแสงสวยเหมาะกับการนั่งเหม่อเหงา ๆ เขาขายทั้งอาหาร ขนมและเครื่องดื่ม เมนูที่เราสั่งมา.. เห็นชาวญี่ปุ่นเขาสั่งมาทานกัน เราก็อยากลองบ้างคือ Vanilla Ciffon Cake (486 เยน) แต่ถ้าสั่งเป็นเซตรวมเครื่องดื่มก็อยู่ที่ 972 เยน ถือว่าคุ้มกว่าสั่งแยกอยู่ เมื่อทำพิธีสั่งอาหาร จ่ายเงินเสร็จแล้ว มุมเด็ดที่เราอยากแนะนำให้มานั่งจับจองคือ โต๊ะริมทะเลสาบ นอกจากมุมนี้จะถ่ายรูปสวย ให้ฟีลที่แตกต่างจากด้านในแล้ว อากาศยังบริสุทธิ์มาก ๆ พอได้สูดอากาศพร้อมชิฟฟ่อนนุ่ม ๆ กาแฟอ่อน ๆ คือมันดีต่อใจเป็นที่สุด

ได้เวลาแช่ตัวให้เส้นคลายสมกับที่เรารอคอยกันแล้ว เพราะที่นี่คือ ยูฟุอิน เมืองแห่งออนเซ็น มาเมืองออนเซ็นที่ดีที่สุดทั้งที คืนนี้เราขอนอนเรียวกังที่มีออนเซ็นและความเรียลเจแปนนิส ให้หลับสนิทไปพร้อมความสบายตัวที่ Wanoyado Sagiritei เริ่มต้นความผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวขาเข้าไป เพราะมีพรรณไม้นานาชนิดรอต้อนรับเราตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงตัวโรงแรม และที่มีชื่อ Sagiri ที่เแปลว่า ‘หมอก’ อยู่ในชื่อโรงแรมเพราะช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่พักแห่งนี้จะเกิดหมอกคละคลุ้งไปทั่วนั่นเอง ที่นี่มี 10 ห้องพักพร้อมออนเซ็นส่วนตัว และมีออนเซ็นรวมที่เปิด 24 ชม.ด้วย แต่ที่เราประทับใจมากกับที่พักคือ มีไข่ต้มต้มจากน้ำของน้ำพุร้อน วางไว้ตรงศาลาให้เราหยิบกินได้ตลอดเวลา แล้วยังเอาใจนักดื่มด้วยตู้เบียร์แบบกดได้ไม่อั้นอีก บอกเลยว่าการได้เบียร์เย็นๆ หลังแช่ออนเซ็นนั้นคือสวรรค์ที่ทำให้เราหลับสบายแบบเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม สรรพคุณของออนเซ็นที่นี่ นอกจากช่วยผ่อนคลายเส้นและกล้ามเนื้อเหมือนที่อื่น ๆ แล้ว ด้วยแร่ธาตุของน้ำและอุณหภูมิที่พอดี ทำให้ช่วยเรื่องผิวพรรณเป็นพิเศษเช่นกัน แช่แล้วทำให้ผิวชุ่มชื่นขึ้น และเปล่งปลั่งเหมือนผิวไข่เลยแก การเดินทาง จากสถานี Yufuin นั่งรถมาแค่ 5-10 นาทีก็ถึง (แท็กซี่ราคาประมาณ 1,000 เยน)

หลังจากที่เก็บข้าวเก็บของเรียบร้อย ไม่พร่ำพรี้รีรอ รีบลงไปดินเนอร์โรงแรมทันที ที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบ Kaiseki (ไคเซกิ) ประเภทอาหารชุด หรือเป็นคอร์สที่ใช้ความประณีตในการตระเตรียม และการจัดจาน ซึ่งวัตุดิบทั้งหมดจะต้องผ่านการคัดสรรมาแล้วว่าเป็นของท้องถิ่นที่มีคุณภาพ รวมไปถึงการเสิร์ฟที่ต้องใช้จิตวิญญาณนักบริการขั้นสุด กับการดูแลประหนึ่งลูกรัก จะว่าเป็นอาหารมื้อหรูก็ใช่ แต่ไม่น่าอึดอัด มันน่าอบอุ่นมากกว่า ไคเซกิคอร์สนี้เป็นชาบูชาบูแบบอุ่นท้องที่อร่อยจนน้ำตาแทบไหล ด้วยวัถุดิบที่สดเหมือนเพิ่งเก็บมาจากสวน เนื้อสไลด์บาง ๆ ที่กินกี่คำก็พริ้มเพราะความนุ่มฟิน พร้อมเครื่องเคียงที่อร่อยจนแทบเป็นอาหารหลักได้ กินสลับตัดความเบื่อจนหมดจานเลย พอกินจนหน้าบวม อยู่ ๆ พี่คนดูแลที่พักสุดน่ารักของเราก็มาขอถ่ายรูปด้วยแบบงง ๆ เอ้า.. ก็ได้ ถ่ายก็ถ่าย ยิ้มหน้าบานให้กล้อง อะไรก็ไม่สนใจเพราะในหัวมีแต่คำว่า “แช่น้ำ แช่น้ำ” แชะ!! ..ถ่ายเสร็จ รีบกล่าวคำราตรีสวัสดิ์กับพี่เขา แล้วเปลี่ยนเสื้อแช่ออนเซ็นให้หนำใจ อำลาวันแรก เมืองแรก Oita ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีที่ติเลยจริง ๆ

เครดิตฟรี

ตื่นเช้ามาแบบหายปวดเมื่อย ก็ลงมาที่ห้องอาหารเดิม เซตอาหารเช้าได้เตรียมไว้เรียบร้อยสำหรับแขกพิเศษอย่างเรา ทุกอย่างจัดวางเป๊ะเหมือนกันทุกโต๊ะ กระทั่งองศาการวางหม้อ นี่แหละความญี่ปุ่นที่ฉันรัก ตื่นมาแล้วมันเบิกบานใจอย่างนี้ อยากจะมาอยู่ทุกวัน นอกจากอาหารที่วางล้นอยู่ตรงหน้าแล้ว ที่โต๊ะบาร์ข้าง ๆ ก็มีอาหารอีกหกเจ็ดอย่างให้เราไปเลือกมาทานเสริมได้ ในขณะที่เรากับเพื่อนนั่งเคี้ยวตุ้ย เม้ามอยกันถึงความฝันเมื่อคืน ความฟินเมื่อวาน พี่คนดูแลก็ถือกระดาษมาหนึ่งใบที่เฉลยคำถามลึกๆ ในใจว่าเมื่อวานเขาถ่ายรูปเราไปทำไม.. เขาเอาไปทำโปสการ์ดที่ระลึกพร้อมข้อความสั้น ๆ ให้จ้าาาาา.. น่ารักมากพี่จ๋า อยากเดินเข้าไปกอดขอบคุณสักที ทานเสร็จก็ต้องเดินไปเช็คเอาท์แบบซึม ๆ ไม่อยากไป แต่ชีวิตก็ต้องเที่ยวต่อ ทิ้งไว้เพียงความประทับใจ และความรักแหละเนอะ ถ้ามีโอกาสเราคงกลับมาที่นี่อีกแน่นอน

จาก Oita เรามุ่งหน้าเข้าจังหวัด Miyazaki ยิงยาวแบบไม่พักจนมาถึงจุดเช็คอินที่เราเฝ้าฝันอยากจะมา หุบเขา Takachiho รอยต่อของสองจังหวัด ธรรมชาติสุดปังอลังการทุกฤดูกาลที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ Aso ทั้ง 4 ครั้ง (เมื่อ 270,000 ปี, 140,000 ปี, 120,000 ปี และ 90,000 ปีก่อน) เป็นประติมากรรมจากธรรมชาติที่สรรสร้างด้วยลาวาไหลลงมาแข็งตัวขนาบกับแม่น้ำ Gokase จนกลายเป็นหน้าผาสูงชันกว่า 80 เมตร และสูงสุดถึง 100 เมตร สำหรับการท่องเที่ยว เขาได้มีทางเดินริมหุบเขายาวประมาณ 1 กิโลเมตร ในขณะที่เดินเยี่ยมชม เราจะเห็นน้ำตก Manai-no-Taki น้ำตกที่อยู่ ๆ ก็โผล่ออกมาจากริมผามีความสูงอยู่ที่ 17 เมตร ถือเป็นหนึ่งในร้อยน้ำตกที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่นด้วย ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบที่ทำให้สถานที่นี้ สวยงามดั่งภาพวาดเลยแก ถ้าใครอยากใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่ายืนดูตรงทางเดิน ก็เช่าเรือพายลงไปเชยชมได้ เรือนั่งได้ 3 คน ราคาอยู่ที่ 2,000 เยน/30นาที ของจริงที่เราเห็นกับภาพที่เราถ่ายมาให้ดู มันไม่ถึงครึ่งของความงามจากตาเปล่าเลยนะ เราไม่ได้บอกให้ทุกคนเชื่อหรอก แต่ถ้าชีวิตหนึ่งได้มาชมเองกับตา เราเชื่อว่ามันคุ้มค่าจริง ๆ

Inakaya Nagashi-somenอาหารขึ้นชื่อของหุบเขา Takachiho จังหวัดมิยาซากินี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Nagashi Somen หรือโซเม็งรางไม้ไผ่ ใคร ๆ ที่มาก็มุ่งแต่จะเช็คอินที่ร้าน Chiho-no-ie ร้านออริจินัลจนคนแน่นทะลักแทบตลอดเวลา แต่ความจริงแล้วข้าง ๆ มีอีกร้านชื่อ “Inakaya” ที่คนไม่แน่น แต่คุณภาพคับแน่นมากเหมือนกัน วิธีทานเส้น Somen คือการปล่อยเส้นโซเมนที่ต้มแล้ว ไหลมาตามน้ำเย็น ๆ ในรางไม้ไผ่ แล้วเราก็ต้องใช้สกิลในการคีบมาจิ้มกินกับเซตอาหารที่เราเลือก วิธีนี้มีมาตั้งแต่ปี 1955 คนญี่ปุ่นนิยมทานกันในช่วงฤดูร้อน เพราะเป็นเมนูที่สร้างความสดชื่น คลายร้อน กินแล้วรีเฟรซร่างให้เที่ยวต่อได้สบาย ๆ เมนูที่เราสั่งคือ Nagashi-Somen (500 เยน) ที่มีเส้นโซเมนและเครื่องเคียง กับ Chicken Nanban Set (1,200 เยน) อีกหนึ่งอาหารขึ้นชื่อของมิยาซากิ ประกอบด้วยไก่ทอดราดทาร์ทาร์ซอสสไตล์ญี่ปุ่น ข้าวและซุปมิโซะ ครบทั้งแป้งและโปรตีน พลังงานชั้นดีที่ให้เราเดินทางต่อได้อีกเป็นวัน ๆ ที่สำคัญอร่อยถูกปาก เส้นโซเมนเย็นชื่นใจจริง ๆ

ศาลเจ้างดงามท่ามกลางธรรมชาติแสนเงียบสงบ ถูกค้นพบตั้งแต่ 1,900 ปีก่อน เหมือนปลีกวิเวกออกมาอยู่เงียบ ๆ แต่กลับทรงคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และจิตใจ ศาลเจ้าชินโตที่อาคารหลักสร้างขึ้นเมื่อปี 1778 ด้วยความเชื่อว่าเป็นศาลเจ้าที่ขอพรได้ทั้งเรื่องความรัก ขับไล่สิ่งชั่วร้าย และการเกษตรกรรมให้อุดมสมบูรณ์ ทำให้สถานที่นี้เป็นอีกที่ในการยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน นอกจากนั้นยังมีต้นสน Sugi อายุประมาณ 800 ปี เป็นต้นสนคู่รักที่มีรากพันเชื่อมกัน และลำต้นขึ้นสูงใหญ่เหมือนกำลังจับมือกันอยู่ เชื่อว่าหากคู่รักมาเดินจูงมือทวนเข็มนาฬิการอบ ๆ ต้นสนคู่นี้ 3 รอบ จะได้เป็นคู่แท้ที่มีแต่ความสุข แล้วยังมีหิน Shizume-ishi ที่ว่ากันว่าหากนำมือไปวางบนหินจะช่วยบรรเทาทุกข์ได้ด้วย

เดินทางต่อไม่รอแล้วนะ ฉีกออกซ้ายดิ่งยาวสู่จังหวัด Kumamoto ที่นอกจากหมีดำและปราสาทคุมาโมโต้แล้ว ทุกคนคงจะเคยได้ยินชื่อเมือง Aso ที่อยู่ของภูเขาไฟใหญ่ติดอันดับโลกและยังไม่มอดดับไปอย่าง Mt.Aso นั่นเอง ที่จริงพื้นที่ของภูเขาติดกับจังหวัด Oita ด้วยนะ แต่เราเลือกไปชมวิวที่จุดเช็คอินสุดป๊อป Daikanbo ViewPoint ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Aso Auju จุดชมวิวที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขากลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างขวางบนความสูง 936 เมตรจากตะวันออก-ตะวันตก กว้าง 18 กิโลเมตร, จากเหนือ-ใต้ กว้าง 25 กิโลเมตร รวมเป็นพื้นที่กว่า 350 ตารางกิโลเมตร ทำให้เห็นวิวพาโนราม่าของเมืองชนบท นาข้าวและแนวเขา Aso Gohaku (5 ขุนเขาแห่งภูเขา Aso ประกอบด้วย Nekodake, Takadake, Nakadake, Eboshidake, Kishimadake) ได้อย่างชัดเจน ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นให้รกตาเลยแก อยากจะตะโกน “เหินฟ้าาาาาาาาาาาา” ตรงนี้ แต่ก็กลัวคนอื่นจะตกใจ

ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ แสงกำลังดี ทุกอย่างดูเขียวชอุ่มชุ่มตาเหมาะกับการกินซอฟครีมเบา ๆ แต่ถ้าเราอยู่ตรงนี้ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีล่ะ? ถ้าทั้งผืนนี้กลายเป็นทุ่งหญ้าสีแดงส้ม ไล่สลับกัน เรายืนหลับตาให้ลมตีหน้าแล้วนึกภาพตาม คงจะสวยสะกดจนน้ำตาไหลแน่ๆ บนวิวพอยท์กว้างขวางนี้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งร้านค้า คาเฟ่ต่าง ๆ เดินไปซื้อไอติม แล้วมาวิ่งกระโดดโลดเต้นตามทางเดินเหมือนอยู่บนเนินเทเลทับบี้แบบนี้ ก็น่ารักดีนะ หรือจะจัดชุดขาวพริ้ว ๆ ตัดกับสีฟ้าเขียวมาอวดโซเชียล ก็คงสวยจนโลกต้องจดจำแน่นอน

วันนี้ค่อนข้างเหนื่อยเพราะตั้งแต่เช้าเราเที่ยวข้ามมาสองเมือง เลยเข้าที่พักกันเร็วหน่อย สำหรับเมืองนี้ เราเลือกนอนไม่ไกลจากวิวสวยต่อเนื่องจากจุดเที่ยวที่เราเพิ่งจากมา Sanai Kogen Hotel โรงแรมหรู กว้างขวาง ตกแต่งแบบโมเดิร์น วิวกว้างของทิวเขาและขอบฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยความที่อยู่บนเขาและท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ ถึงจะมาช่วงฤดูร้อน อากาศกลับยังเย็นสบาย ไฮไลท์ของโรงแรมนี้คือมีออนเซ็นแบบกลางแจ้งจ้า.. วิวไม่ใช่แค่มองฝ้าผนังไม้ไผ่ แต่กลับเป็นวิวพาโนราม่าทิวเขาอย่างที่เห็น ตอนกลางวันมันจะเขิน ๆ หน่อย แต่กลางคืนออกมาแช่นอนดูดาวระยับเห็นเต็มฟ้าแน่นอน เพราะอยู่ห่างไกลจากการรบกวนของไฟเมือง

มื้อเย็นวันนี้ก็ยังคงเป็นแบบไคเซกิ อาหารชุดสไตล์ญี่ปุ่นที่นอกจากจะพิถีพิถันในการเสิร์ฟแล้ว เขาก็พิถีพิถันในการทานเช่นกัน จะทานแบบไคเซกินั้นจะต้องค่อยๆ ทานตามลำดับการเสิร์ฟ คือเริ่มจากอาหารเย็นก่อน ตามด้วยอาหารจานร้อน ตัดด้วยปลาดิบเป็นออเดิร์ฟ แล้วเข้าอาหารจานหลัก คือ ของนึ่ง ของทอด และของย่างตามลำดับ การเรียงเสิร์ฟแบบนี้แต่ละที่จะต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับอาหาร บางที่เสิร์ฟทีละขั้นตอน บางที่เสิร์ฟมาให้เราเป็นเซ็ตเลย สำหรับที่นี่เราได้แบบเป็นเซ็ตให้เลือกทานเอง ถึงทานผิดลำดับก็ไม่มีใครว่า แต่อรรถรสมันจะไม่เหมือนก็เท่านั้นเอง.. แต่มื้อนี้ เราทานได้แบบถูกต้องนะจ๊ะ มาสะดุดความอร่อยอยู่ที่เจ้าซุปมะเขือเทศที่ทำให้เราต้องละเมียดชิมช้าลง เพราะน้ำซุปใส ๆ แต่กลับมีรสชาติเข้มข้นกับมะเขือเทศที่ถูกห่อหุ้มด้วยแป้งนิ่ม ๆ พอกัดเข้าไปก็มีรสเปรี้ยวหวานของมะเขือเทศทะลักออกมารวมกับความเค็มกลมกล่อมของซุป คือเข้ากันแบบลงตัวมาก

Day 3

อีกหนึ่งหมู่บ้านออนเซ็นเล็ก ๆ แห่งคิวชู เมืองตากอากาศที่เป็นที่นิยมสำหรับเหล่าคนญี่ปุ่นมาช้านาน เพราะยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติที่ปรนเปรอให้เราได้สบายทั้งกายและใจ ในหมู่บ้านนี้ มีย่านโรงแรมแบบเรียวกังญี่ปุ่นแท้ ๆ อยู่ 30 แห่ง ตั้งเรียงกันอยู่ริมแม่น้ำ Tanoharu ถ้าใครเป็นออนเซ็นเลิฟเวอร์ เราเชื่อว่าจะต้องหลงรักที่นี่ เพราะเขามี Onsen Hopping Pass (Nyuto Tegata) ราคา 1,300 เยน ที่สามารถแช่ออนเซ็นกลางแจ้งแบบแกรนด์ ๆ ได้ 3 ที่และออนเซ็นในโรงแรมได้อีก 25 แห่ง โดยสามารถหาซื้อบัตรได้ที่โรงแรมและจุดประชาสัมพันธ์ Kazenoya ซื้อทีก็ใช้ได้ครึ่งปีแช่กันจนเส้นยุ่ยตัวลอยกันไปเลย แต่หากใครไม่ถนัดแช่น้ำ แค่เดินเล่นรอบเมืองก็ถือว่าคุ้มแล้ว เพราะเราจะเห็นวิถีชีวิตของชนบทญี่ปุ่นแท้ ๆ ว่าเขาอยู่กันยังไง เช่าชุดยูกาตะใส่รองเท้าเกี๊ยะ เดินเฟี้ยว ๆ ถ่ายรูปได้เป็นร้อย หรือจะเช่าจักรยานปั่นชมเมืองก็ได้นะ 1,000 เยนปั่นได้ 2 ชม. แหนะ

ทางเราได้แช่น้ำมาแบบหนำใจสองวันติดแล้ว วันนี้เลยขอเดินชมเมืองลัดเลาะไปตามถนนเส้นเล็ก ๆ ที่เดินไปเดินมาก็เชื่อมกันได้หมดทั้งหมู่บ้าน น่ารักจริง ๆ แม้แถบนี้จะไม่ใช่บ้านทรงเก่าโบราณอย่างที่เราไปพบเจอมา แต่ด้วยวิถีชนบท ก็ทำให้เรารู้สึกถึงเสน่ห์อีกแบบหนึ่งได้ทันที บ้านเรือนที่ใช้อาศัยจริง อยู่แซมกับร้านขายของฝากที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านขนมที่เปิดเงียบ ๆ ตกแต่งบ้าน ๆ แต่สะดุดตาเพราะความน่ารักจนดูดเงินเราไปได้เป็นอย่างดี การเดินเล่นที่นี่มันทำให้ใจที่วุ่นวายเราสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน คงเพราะบรรยากาศด้วยแหละมั้ง ที่คิดว่ารีบร้อนไปก็ไม่ได้อะไร ช้า ๆ บ้างคงจะดีกว่า ทำให้เราทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ กลายเป็นว่าเราหลงรักสถานที่แสนธรรมดานี้ได้จนหมดหัวใจ

เดินเล่นเพลินๆ มองบ้านเรือนไปเรื่อย ๆ ก็ต้องมาสะดุดกับบ้านโบราณสีดำ ที่คาดว่าเมื่อก่อนต้องทำเกษตรกรรมมาก่อน แล้วมาปรับเปลี่ยนเป็นร้านไอติมซอฟเสิร์ฟสุดนุ่ม สวรรค์น้อย ๆ ของหน้าร้อน และที่พลาดไม่ได้คือดังโงะเสียบไม้ ขนมออริจินัลหนึบ ๆ ที่เราต้องหาทานทุกครั้งเวลามาญี่ปุ่น ซื้อเสร็จมานั่งชิวในร้านที่จัดที่นั่งเหมือนต้อนรับญาติสนิทมิตรสหาย พร้อมเครื่องใช้โบราณที่แม้ไม่ได้ใช้
งานแล้ว ก็เอามาตกแต่งได้ดูน่ารักเข้ากั๊นเข้ากัน

กรี๊ดดดด.. โดรายากิ ตั้งแต่มาทริปนี้ยังไม่ได้กินเลยสักชิ้น ขนมพื้นเมืองแสนโปรดขอโดราเอมอน ซึ่งร้านนี้มีเจ้าเดียวในเมืองออนเซ็นนี้นะจ๊ะชื่อ DORA DORA (どらどら) แป้งแพนเค้กนุ่มหอมไม่แห้งฝืดคอ มีไส้หลากหลายให้เราเลือก แต่ซิกเนอเจอร์ Dora Dora Burger เบอร์เกอร์โดรายากิสอดไส้ถั่วแดงและไดฟูกุหวานหนึบ มีทั้งรสถั่วแดง, ชาเขียว, คัสตาร์ด, ส้ม Decopon และกาแฟใส่นม หรือจะเป็น Doradora Ice-cream โดรายากิไส้ไอศกรีมชาเขียว, สตรอว์เบอร์รี่ และส้ม โอ้ย.. เลือกไม่ถูก… มาตายรังที่ชาเขียวแล้วกัน.. อร่อยมากจ่ะแม่จ๋า.. คือมันหวานอ่อน ๆ แป้งนุ่มหนึบรู้ว่าทำใหม่ทุกวัน ถ้ามาแล้วต้องลองนะ ไม่ลองเราจะโกรธมาก

บ้าเอ้ย.. หมดไปสองชั่วโมงแบบไม่รู้ตัว ไม่ใช่ว่าเสียดายเวลานะ แต่เวลามันไม่พอต่างหา ต้องให้เวลาเราสักครึ่งวันแหละ กว่าจะดื่มด่ำหมด แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กแต่มันมีอะไรให้หยุดมองเรื่อย ๆ เลย ถ้าเอาจริง ๆ คือมานอนสักคืน ซื้อออนเซ็นพาส แช่ออนเซ็นสักสามสี่ที่ แวะชิม ๆ กิน ๆ ให้ทั่ว นอนฟังเสียงน้ำ แหงนมองดาวกับเสียงจอแจเบา ๆ ที่ดังมาจากโรงแรม ก็น่าจะเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตอีกวันเหมือนกันนะ

มาถึงคิวชู ถ้าไม่มาดูรถไฟสายนี้ถือว่า Out มากกก คุยกับใครไม่รู้เรื่องแน่นอน กับรถไฟ Yufuin No Mori Train ที่แปลว่า ป่าไม้แห่งยูฟุอิน รถไฟของ JR Kyushu รถไฟสีเขียวมรกตดูดี ไม่จกตา เปิดใช้ตั้งแต่ปี 1989 (ปีนี้ครบรอบ 30 ปีพอดี) มีการออกแบบทั้งภายนอกและภายในอย่างเรียบหรู คลาสสิคสมกับคุณหนูคอนแวนต์ โดย Mitooka Eji นักออกแบบรถไฟของเจอาร์ที่เริ่มออกแบบตั้งแต่ปี 1987 ชื่อนี้การันตีความปัง แค่แวบแรกที่เห็นรถไฟเทียบชานชาลา เราก็ชอบแล้ว มาเจอพนักงานต้อนรับที่แทบอยากจะอุ้มเราขึ้นไป เราก็ยิ่งชอบ ที่นั่งทุกที่ในรถไฟขบวนนี้จะต้องจองมากก่อนนะจ๊ะ จองได้ตั้งแต่ 1 เดือนล่วงหน้าเป็นต้นไป ถ้ามาช่วงวันหยุดญี่ปุ่นอาจจะเต็มได้ ให้เช็ควันมากันดี ๆ เด้อ..​ ส่วนราคาการเดินทางนั้นเ ราเดินทางเชื่อมต่อระหว่าง Hakata กับ Yufuin (บางขบวนไปได้ถึง Beppu) ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชม. ราคา 4,560 เยน

ภายในขบวนจะมีตู้โดยสารหนึ่งเป็นร้านขายของฝาก อาหาร คาเฟ่ ซึ่งเราก็มีลิสต์อยู่ในใจหมือนกันนะ สิ่งที่เราคิดว่า เอามารีวิวให้ทุกคนกินตามจะต้องไม่เสียใจ ไม่เสียดายตังค์ ก็คือข้าวกล่องแน่น ๆ Orizuru-Bento (1,500 เยน) ที่สรรสร้างจากร้าน Sushi Takemoto ของเมือง Kitakyushu ที่ได้มิชลินสตาร์มาประดับ 1 ดาว เขาจะใช้ของคุณภาพสูงเท่านั้น ถ้าให้เทียบกับเบนโตะทั่วไป เราก็ต้องให้เขาแหละ อร่อยจนกินหมดเลยคนเดียว ข้าวสี่ก้อนนะแก รวมกับมองวิวนอกหน้าต่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวนะ ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการกิน และอีกเมนู.. โรลเค้กชื่อดัง B-Speak ประจำเมือง Yufuin ที่วันแรกเราพลาด บนนี้ก็มีขายเช่นกัน

บ่ายนิด ๆ เราก็เดินทางข้ามจังหวัดมาถึง Fukuoka รอบนี้เราจะไม่พาเข้าไร่เข้าสวนเก็บผักแล้ว แต่จะพาไปถ่ายรูปสวย ๆ ตามจุดเช็คอินคิ้วท์ ๆ แทน ที่แรกคือ Yanagawa เมืองแห่งประวัติศาสตร์ของฟุกุโอกะ ที่เราสามารถเที่ยวตามรอยประวัติศาสตร์ได้แบบไม่มีเบื่อ เพราะแต่ละที่มีความแตกต่าง ความน่าสนใจ และกิจกรรมไม่เหมือนกัน ในนั้นประกอบด้วย Tachibana-tei Ohana แลนด์มาร์คแห่งใหญ่ที่รวบรวมประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตระกูล Tachibana ผู้เป็นผู้ครองแคว้นยานากาวะเมื่อสมัยเอโดะเอาไว้ ที่นี่มีหลายจุดให้เราเข้าชม จุดแรกคือ Seiyo-Kan บ้านเก่าสไตล์ยุโรปผสมญี่ปุ่นสีขาวบริสุทธิ์ เมื่อยุคสมัยเอโดะผ่านเข้าสู่ยุคเมจิก็ได้สร้างอาคารสไตล์ตะวันตกนี้ขึ้นในรุ่นที่ 5 (ปี 1738) ท่าน Tachibana Sadayoshi ได้สร้างคฤหาสน์ไว้เพื่อพักผ่อนกับครอบครัว ต่อมาในรุ่นที่ 14 (ปี1910) Tachibana Tomoharu ได้สร้างอาคารฝรั่งเพื่อรับแขก จนมาถึงปัจจุบันได้เปิดเป็นโรงแรมให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพัก ดื่มด่ำความสวยงามของสถาปัตยกรรมภายใน จุดที่สอง ห้องโถง Ooh-hiroma เป็นห้องเสื่อทาทามิที่กว้างถึง 100 เสื่อ จุดที่สาม ชม Tachibana Gardens สวนสไตล์ Shotou-en ที่มีต้นสน kuromatsu ถึง 280 ต้น

นอกจากโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ สวนญี่ปุ่นแล้ว ยังมี “Tachibana Family Museum” ด้วย โดยค่าเข้าสวน Shoto-En, ห้องโถง Oohiroma, ตึก Seiyo-Kan, Tachibana Museum, ห้องอาหาร Taigetsu kan ทั้งหมดอยู่ที่ 700 เยน (แต่ถ้าใครมาเข้าพักก็สามารถเข้าได้ฟรีเลยจ้า)โดยภายในพิพิธภัณฑ์นั้นจะเก็บสะสมของเก่าที่มีมากว่า 400 ปีตามอายุของตระกูลนี้ ซึ่งเป็นของชิ้นสำคัญมาก ๆ ในการเล่าความเป็นมา และความรุ่งเรืองของเมืองยานากาวะในสมัยก่อน และที่สำคัญ ทุกจุดของพิพิธภัณฑ์นี้ถ่ายรูปได้จ้า แต่ถ้าเพื่อน ๆ มาแล้วเห็นของโชว์ไม่เหมือนเรา ก็อย่าตกใจ เพราะเขาจะเอาออกมาจัดโชว์เวียนกันไป เพราะแค่ของสะสม เขาก็มีห้าพันกว่าชิ้นแล้ว เอาออกมาหมด ที่คงไม่พอ

วันนี้เดินค่อนข้างเหนื่อย และที่เที่ยวแต่ละที่เดินเยอะมาก เราเลยขอเข้าไปเช็คอินที่พัก กลิ้งเล่นยืดเส้นรอทานอาหารเย็นที่ Yanagawa Hakuryuso โรงแรมระดับสามดาวที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบครัน เป็นที่พักแบบเรียวกังเหมือนกัน มีห้องอาบน้ำสาธารณะ ที่พิเศษคือห้องนอนที่เป็นเสื่อทาทามิกว้างขวางนี้ แบ่งส่วนไว้อย่างลงตัว เมื่อเราเปิดประตูโชจิออกไป เราจะพบอีกห้องเล็ก ๆ ที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นติดกระจกให้เราได้เพลิดเพลินกับการชมสวนญี่ปุ่นด้านล่าง

นอนเรียวกังทุกคืน ทานไคเซกิทุกวันก็ทริปนี้นี่แหละ สุขีเปรมปรีดั่งราชา วันนี้ก็เช่นกัน แม้ที่พักจะดูทั่วไปแต่อาหารโอโห.. อร่อยตาโตมากแกเอ้ย โดยที่นี่จะเน้นวัตถุดิบจากท้องถิ่นจำพวกปลา หอย นอกจากนี้ยังมีปู ซาชิมิ ข้าวหน้าปลาไหล และของหวานให้มาแบบจุก ๆ แต่ที่เราคิดว่ามาแล้วห้ามพลาดคือ ปลาย่างจานนี้แหละแก ขอฉายสปอร์ตไลท์ให้เป็นดาวของอาหารในค่ำคืนนี้เลย

Day 4

ตื่นเช้ามาแบบงง ๆ ปนทำใจไม่ได้.. เอ๊ะ ถึงวันสุดท้ายของทริปอีกแล้วนะ อาบน้ำแต่งตัว เดินลงมากินข้าวแบบซึม ๆ ก็ต้องตาลุกวาวกับอาหารมื้อเช้าตรงหน้า เพราะเขาจัดเซ็ตได้น่ารักมาก ๆ เหมือนของเล่นมากกว่าของกิน ทุกอย่างจุ๋มจิ๋ม สีสันสดใส กินไม่ค่อยอิ่มหรอก แต่ที่สะดุดตาเรามื้อนี้ คือสาหร่ายแผ่นใหญ่เกือบครึ่ง A4 นี่สิ มันมีกรรมวิธีกินที่แปลกมากเลยแก เราต้องพับเป็นแปดส่วนก่อน ค่อย ๆ ฉีกอย่างสวยงาม แล้วเอาไปย่างบนเตาที่เขาเตรียมไว้ให้ นอกจากจะเพิ่มความกรอบแล้ว ยังเพิ่มกลิ่นหอมน่าทานมากขึ้นด้วย พูดจริง ๆ กิมมิกนี้สร้างความน่าจดจำสำหรับที่พักนี้ให้กับเรานะ ถ้าเขาไม่บอกว่ากินยังไง เราคงเอาเข้าปากไปทั้งแผ่นแล้วจ้า นี่สินะการสร้างมูลค่าให้กับสิ่งธรรมดา ยอมใจประเทศนี้จริง ๆ

มีใครเชื่อเรื่องความผูกพันของผู้คนกับสายน้ำตามแหล่งที่อยู่อาศัยมั้ย? เราคนหนึ่งแหละที่เชื่อ เพราะได้ไปเห็นเองกับตาในหลาย ๆ ที่ และที่นี่ก็เช่นกัน เมื่อก่อนช่วงที่คนญี่ปุ่นเริ่มมีการกินน้ำจากก๊อกน้ำ ไม่ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว คลองยานากะเป็นอีกที่ที่ถูกทำลาย หลายคนทิ้งของเสียลงคลอง ประสบปัญหาพิษในน้ำ จากนั้นทางรัฐบาลได้คิดที่จะถมคลองเพื่อสร้างถนนแทน เมื่อชาวเมืองได้ยินอย่างนั้นก็ต่างพากันหวงแหน และดูแลกันยกใหญ่จนโครงการต้องยกเลิกไป โดยมีข้าราชการคนหนึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมชาวบ้านให้ช่วยอนุรักษ์ผืนน้ำแห่งนี้ให้กลับมางดงามดังเดิม.. และกิจกรรมที่เรามาทำกัน ณ คลองแห่งนี้ คือเช่าล่องเรือแจวแบบโบราณ ล่องไปตามผืนน้ำนี้ (1,600 เยน/คน) หนึ่งลำสามารถบรรทุกคนได้ถึง 20 คน แล้วตลอดเส้นทางคุณพี่ที่พายเรือก็จะอธิบายเมืองทั้งสองข้างทางให้เราได้ฟังด้วย หรืออยากให้พี่เขาร้องเพลงก็ได้นะ.. น้ำนิ่ง ๆ เมืองเงียบ ๆ กับเสียงเพลงของคนพายเรือ ก็เป็นบรรยากาศที่โรแมนติกไปอีกแบบเหมือนกัน

ระหว่างทาง แอบมีฟีลคล้ายตลาดน้ำดำเนินสะดวกนิดนึง เพราะมีจุดแวะร้านค้าริมน้ำด้วย ร้านค้าเล็ก ๆ ที่จำหน่ายขนม เครื่องดื่มและไอศกรีมดับร้อน ซึ่งสายหวานอย่างเรา ก็ต้องสอยมาสักถ้วยสองถ้วยอะแหละ รสชาติอาจจะทั่วไป แต่กับบรรยากาศแบบนี้ มันหายากนะแก ไอศกรีมเย็น ๆ ฟังเพลงจากพี่คนพายเรือเพลิน ๆ วิวเขียวต้นไม้กับน้ำใส ๆ เป็นกิจกรรมชิล ๆ ที่เรียกความสุขให้เราได้มากเลย

มิตรรักชาเขียวห้ามพลาดกับที่นี่ Yame Green tea Factory พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมชาแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Hoshio เมือง Yame นอกจากเป็นร้านขายชาแล้ว ยังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้เรื่องชากับเราด้วย ไม่เสียค่าเข้าชม หากใครอยากมาทำเวิร์คชอปปั้นขนมน่ารัก ๆ พร้อมชงชาเขียวแบบต้นตำรับ ก็จองมาได้เหมือนกัน 5 คนขึ้นไป จองก่อนล่วงหน้า 7 วัน ราคา 1,500 เยน/คน ขนมที่เขาให้เราปั้นเรียกว่า Nerikiri ที่ทำจากถั่วเหลืองเป็นหลัก รองมาคือน้ำตาล มัน Yamaimo ฯลฯ ให้เราปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามฤดูกาล ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้เราเลือกพัดสิจ๊ะ ปั้นเองก็ต้องกินเองด้วย หลังจากชงชาเขียวสุดเข้มข้นเสร็จ ก็ถึงเวลากิน อร่อย ! ก็ต้องแน่อยู่แล้วเพราะเขาเป็นคนปรุง เราแค่ปั้นอย่างเดียว รสชาติก็ต้องอร่อยอยู่แล้วสินะ แต่เมื่อกินตัดกับชาเขียวก็ยิ่งอร่อยเข้าไปอีก เพราะความขม และกลิ่นหอม ๆ นี่แหละ ที่เป็นตัวเด่นจนเราหยุดไม่ได้ ขนมเป็นแค่เครื่องเคียงที่ทำให้เราดื่มชาได้อย่างละมุนละไมขึ้นเท่านั้นเอง

อีกอย่างที่ทำให้เราติดใจมาก ๆ คือโซบะชาเขียวของร้าน Yame saryo ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมชานี่แหละ โชคดีมากที่ถึงมื้อเที่ยงพอดี เห็นร้านก็สุ่มเลี้ยวเข้าไปลองสักหน่อย สั่งเมนูซิกเนอเจอร์ Cha soba Set กับ ปลาย่าง Yamame (1,600 เยน) เซ็ตนี้เสิร์ฟมาพร้อมน้ำซุปโชยุ ผัดดอง ข้าวกล้อง เต้าหู้ชาเขียว และผักต้ม ตอนแรกนึกว่าจะไม่อิ่ม แต่ก็เล่นเอาจุกเหมือนกัน นอกจากเส้นโซบะหอมกลิ่นชาเขียวจะอร่อย ให้รสสัมผัสที่แปลกแล้ว ปลาย่างยังคงตราตรึงเราเช่นกัน ให้ตายสิ ปลาคิชูเขาเด็ดจริง ๆ

ยังพอมีเวลาให้ช้อปปิ้งเดินเล่นในเมืองฟุกุโอกะกันหน่อย ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งเกาะคิวชู แม้เรื่องช้อปปิ้งจะไม่เด่นไม่ดังเท่าโตเกียว โอซาก้า แต่ความจริงของเขาก็ดีไม่น้อยหน้าเลย เพราะมีทั้งห้างใหญ่, Outlet, Shopping Street, Underground Shopping Mall เหมือน ๆ กับที่อื่นเช่นกัน อย่างถ้าเอาใจนักช้อป เดินเพลินตลอดเส้นก็จะเป็น ย่านช้อปปิ้งเทนจิน (Tenjin ward) หรือจะเรียกอีกอย่างว่า “Downtown Area ของเมืองฟุกุโอกะ” มีทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าแบรนด์ตั้งแต่กลาง ๆ ยันแพงหลักหมื่น เครื่องสำอาง หนังสือ รวมไปถึงร้านอาหารอีกมากมาย ทั้งตามถนนหลักและตรอกซอกซอยมีให้เราได้เที่ยวหมด ตอนเดินก็ดูเวลากันดี ๆ ด้วยนะ เพราะเดินไปมาเผลอ ๆ ถึงค่ำโดยไม่รู้ตัวเลย

สำหรับทริปภูมิภาคคิวชูครั้งนี้ … เราขอจบทริปกับร้านนี้เลยแล้วกัน “Hakata Hanamidori Hakata Branch” ร้านชาบูสุกี้ที่ใช้วัตถุดิบมีมาตรฐานสูง โดยเฉพาะไก่ที่ต้องเซ็นสัญญาจากฟาร์ม “Hanamidori” ฟาร์มคุณภาพที่เลี้ยงไก่ด้วยวิธีธรรมชาติ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของคิวชูเท่านั้น ซึ่งการต้มก็ต้องเป็นขั้นเป็นตอนเช่นเดียวกัน ขั้นแรกนำเนื้อไก่ไปต้มให้สุกก่อนค่อยตักเสิร์ฟ และขั้นที่สองคือใส่ไก่บดที่เป็นชิ้น ๆ พร้อมผัก เส้นทั้งหมดลงไปเพื่อให้น้ำซุปไก่จากน้ำแรกซึมเข้าเนื้อ ทำให้รสชาติทุกอย่างในหม้อนั้นหวาน หอม กลมกล่อมขึ้นอย่างชัดเจนแทบไม่ต้องปรุงเพิ่มเลย

สล็อต xo

จบแล้วกับคิวชูอัญมณีสีมรกตเกาะสวรรค์ของเรา นอกจากความสดชื่นแล้ว เรายังได้รีเฟรซสมองให้โล่ง ดีท๊อกซ์ลมหายใจให้สะอาด ถ้าเราลองศึกษาดูจริง ๆ ที่เที่ยวทั้งหมดในคิวชูมันยังมีอีกเยอะเลยนะ แม้จะมาหลายครั้งแล้ว เราก็ยังค้นหาไม่หมด และอีกเสน่ห์ของของประเทศนี้ คือแม้จะอยู่ใกล้หรือไกล ในเมืองหรือชนบท มาตรฐานของชีวิต ความใส่ใจ การพัฒนาไม่ได้แตกต่างกันเลยจริง ๆ บางสิ่งอาจสร้างได้ด้วยวัตถุ แต่บางอย่างมันต้องฝังลึกลงไปในจิตใจ อย่างเช่น แม่น้ำยานากาวะที่ตอนแรกจะถูกถมเป็นถนน ชาวบ้านก็ต่างร่วมใจกันฟื้นฟูรักษาให้กลับมาใสสะอาดเพื่อรักษาเอาไว้ บ้านเมืองเก่าแก่ที่ยังคงสภาพเดิมด้วยการดูแลอย่างดีเพื่อเก็บไว้สู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ศึกษา การรู้จักอยู่กับธรรมชาติที่ยึดหลักพึ่งพากัน ไม่ย่อท้อต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้น แต่กลับเห็นสิ่งสวยงามของร่องรอยลาวาและแผ่นดินไหวจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ทั้งหมดนี้หล่อหลอมกันทำให้เราหลงรักประเทศนี้จนโงหัวไม่ขึ้นจริง ๆ ไว้เราจะกลับมาใหม่กับญี่ปุ่นทริปหน้านะ