A Slow Weekend in Chiang Rai : เที่ยวเชียงราย 3 วัน 2 คืน

ฝนปรอยไปทั่วฟ้าขนาดนี้จะมีสักกี่ที่ให้เราคิดถึง?? สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่าน เมฆหมอกที่ลอยต่ำ ทุ่งหญ้าสีเขียวสุดสดชื่น ธรรมชาติที่กำลังเบิกบาน เข้าสู่ฤดูฝนทีไรหัวใจเรามักลอยตามเมฆไปหยุดที่ “เชียงราย” เหนือสุดแดนสยาม ผืนดินที่มั่งคั่งทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมทุกที งานนี้เลยต้องหอบกระเป๋า แต่งตัวสวย ๆ ไปอยู่กับธรรมชาติแบบ 100% แพลนของเราในทริปนี้จึงเริ่มต้นที่การขึ้นดอยไปชมหมอกหน้าฝนพร้อมแวะถ่ายรูปเช็กอินตามโลเคชั่นกรีน ๆ และสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ก่อนจะกลับมาพักร่างที่คาทิลิยาเมาท์เทนรีสอร์ท เพื่อเติมพลังบวกแบบเต็มที่ และปิดทริปดี ๆ นี้ที่ไร่ชาฉุยฟง งานนี้ฮับฮองได้ว่า ลำแต๊ลำว่า ปิ๊กบ้านแบบเบิกบานใจ๋พร้อมปิ๊กไปทำงานด้วยไฟแห่งความสุขแน่นอนเจ้าาา

slotxo

และการมาเชียงรายของเราในครั้งนี้ นอกจากจะเน้นจะมาสัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มที่แล้ว เรายังไม่ลืมที่จะพก Sunsilk มาเที่ยวแบบธรรมชาติทั้งที เราก็ต้องพกอะไรดีๆ ที่มาจากธรรมชาติมาด้วยอย่างแน่นอน และทริปนี้ก็ไม่ลืมที่จะพก Sunsilk Natural Aloe Vera & Mint แชมพูใสสูตรใหม่จากซันซิลที่การันตีเลยว่าดีต่อผม ทั้งยังผสมผสานคุณค่าการบำรุงด้วยอโรเวร่า และมินท์ ที่จะมาช่วยปลอบประโลมหนังศีรษะ ลดอาการคัน และระคายเคืองได้อยู่หมัด กลิ่นก็หอมชื่นใจ ไร้ซิลิโคน แถมยังให้หนังศีรษะสดชื่นทุกครั้งที่ใช้ พร้อมผมนุ่มลื่นสวย สะกดทุกสายตาแบบมั่นใจไร้กังวลแน่นอนจ้าาา

หลังจากได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเหล่าเมฆฝนพอประมาณ เราก็รับกระเป๋าแล้วเดินทางไปยังจุดหมายแรกของเราที่คาเฟ่น้องใหม่ที่มีชื่อใสๆ ว่า “อ้าย” หรือที่แปลเป็นกลางว่าพี่ชายนั่นเอง ที่มาของชื่อน่ารักๆ แบบนี้มาจากไหนอันนี้ไม่แน่ใจ แต่ที่เรารู้แน่ๆ ก็คือคาเฟ่แห่งนี้ได้ดัดแปลงบ้านไม้เก่ามาเป็นร้านกาแฟสองชั้น ที่ยังคงเอกลักษณ์ของบ้านแบบชาวเหนือเอาไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ประตู หน้าต่าง และราวบันได แถมชานเรือนเล็กๆ ให้นั่งรับลมที่ชั้นสองด้วย ใครที่ชอบร้านคาเฟ่ที่ไม่ได้หวือหวามากนัก แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งที่ที่แกหลงรักอย่างแน่นอน

นอกจากตัวร้านจะน่ารักแล้ว บรรยากาศรอบด้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มสีสันและสร้างความธรรมชาติให้ที่นี่อีกเท่าตัว หลังจากเดินสำรวจจนทั่วเราก็มาถึงพ้อยท์หลักของการมาคาเฟ่ นั่นก็คือการลองชิมเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน โดยทางร้านอ้ายเลือกใช้เทคนิคลองโก้เอสเปรสโซ่ในการสกัดกาแฟ เพื่อใช้ได้รสชาติที่เข้มข้นของกาแฟ มาบวกกับความหวานของน้ำตาลมะพร้าวเเละความมันของนม ให้ฟีลกาแฟโบราณที่รสชาติล้ำสมัยมาก ใครไม่อยากดื่มแบบเย็นก็สามารถสั่งเป็นร้อนใส่นมเเบบโอยั้วได้ด้วย เข้ากั๊น เข้ากันทั้งกาแฟและบรรยากาศขนาดนี้ไม่ควรพลาดจริงๆ แก

เกิดเป็นพี่ทำอะไรก็ต้องเต็มที่ให้สมกับการเกิดก่อน กิมมิกน่ารักๆ ของร้านนี้ก็ยังไม่หมดจ้า เพราะข้างร้านจะเป็นบึงน้ำให้ขนาดใหญ่ที่มองไกลๆ เห็นภูเขาสีเขียวอยู่ด้านหลัง ที่ตั้งของเก้าอี้สไตล์ผู้กำกับสีขาว แกเอ้ยยยยย มุมนี้มุมเดียวบอกเลย รัก รัก รัก เท่านั้น เฟรซสุดๆ ถ่ายรูปออกมาก็เลิศไม่เหมือนที่ไหน เอาใจไปเลยจ้าาาา

สดชื่นดื่มดำกับกาแฟยามเช้ากันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมุ่งหน้าต่อไปยังคาเฟ่ถัดไปแบบไม่มีพักตามประสาคาเฟ่คาเฟ่ฮอปปิ้งอย่างเรา ที่นี่คือ บ้านไม้ปลายเมฆ ร้านกาแฟและร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์คือสะพานไม้ที่ทอดยาวไปกลางทุ่งนาราวกับเรากำลังเดินเข้าไปหาปลายเมฆที่อยู่ตรงหน้า บอกเลยว่ากาแฟดี 10 แก้ว ก็ยังสดชื่นไม่เท่าหนึ่งวิวเขาที่อยู่ตรงหน้าเราในตอนนี้เลย ดีขนาดนี้จะรออะไรล่ะกดชัตเตอร์ไปแบบรัวๆ สะบัดผมกันแบบฟินๆ เพราะผมยาวสวย สลวยแบบไร้รังแคคือความสุขของผู้หญิงทุกคนใช่มั้ยหล้า

วิวที่อยู่ตรงหน้าเรียกว่าสวยแบบเกิดมาเพื่อฆ่าความกังวลจริงๆ เพราะการได้เดินเล่นทอดน่องสูดหายใจเอาไอหมอกสุดสดชื่นเก็บไว้ให้เต็มปอด และการนั่งไกวชิงช้าดูฝูงวัวกำลังเล่มยอดหญ้า สลับกับลุกไปเดินยิ้มหวานที่กลางสะพานไม้ไผ่ประหนึ่งว่ามีคณะกรรมการจากเวทีมิสแกรนด์มาให้คะแนนอยู่ ต่อด้วยทิ้งตัวท่ามกลางธรรมชาติแบบไม่สนใจเวลา ยอมรับเลยว่าความสวยใสแบบไม่ต้องปรุงแต่งมันดีทั้งต่อใจและต่อกายของเราแบบสุดๆ

แลนด์มาร์คสุดท้ายที่เราจะไปสอดส่ายก่อนจะหมดวัน ไต่ระดับความสูงขึ้นมากกว่า 1,653 เมตร มุ่งสู่วิวเทือกเขาสูงชันบนสดชื่นสดใสแล้วไปต่อกับแลนด์มาร์คสุดท้ายประจำวันนี้ที่ ดอยผาตั้ง ยอดดอยชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว บนยอดเขาที่สูง 1,653 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และวิวสีเขียวสุดลูกหูลูกตาที่กำลังโอบล้อมเราอยู่นี้ คือเครื่องการันตีว่ามันคุ้มค่าขนาดไหนกับการพาตัวเองบินลัดขอบฟ้าข้ามน้ำเพื่อมายืนอยู่ตรงนี้ ตอนนี้มันจึงเป็นเรื่องยากมากๆ กับการต้องคิดพรรณนาความสวยที่เราได้พบเจอ งั้นแกลองนึกภาพตามเราช้าๆ หลังจากที่เราขับรถมาจอดอยู่เกือบยอดดอย และเดินต่อไปอีกเพียงเกือบๆ 1 กิโลเมตร เราก็ตกอยู่กลางวงล้อมของภูเขาที่เขียวชอุ่ม เมฆหมอกที่ลอยละล่องล่อยอดหญ้า และแนวสันเขาที่ยาวจนสุดสายตา ถึงเราไม่ได้ชื่อว่าอลิซแต่เราก็อยากจะเรียกที่นี่ว่าดินแดนมหัศจรรย์

xoslot

แต่นี่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มของดินแดนมหัศจรรย์เท่านั้นนะ เพราะเรายังมีเนิน 103 เป็นจุดหมายปลายทางรอเราอยู่อีกหนึ่งจุด ซึ่งระหว่างทางนั้นเราก็จะได้เจอกับจุดชมวิวช่องผาขาด ที่เราสามารถมองลอดหมอกสีขาวเพื่อชมวิวของฝั่งลาวและแม่น้ำโขงได้อย่างชัดเจนในวันที่หมอกไม่ได้ทึบเช่นวันนี้ ช่องว่างระหว่างหินสองก้อนนี้ทำให้เกิดเป็นจุดชมวิวที่มีวิวที่แสนจะแปลกประหลาดสวยงาม จนใครๆ ที่เดินผ่านต้องหยุดเก็บภาพคู่กับจุดชมวิวแห่งนี้ทุกรายไป

หรับใครที่มาช่วงหน้าหนาว ก็จะมีลานกางเต้นท์เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวที่มาค้างแรมด้วย หรือถ้ามาในช่วงเดือนมกราคมของทุกปีก็จะมีดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งทั่วทั้งดอยให้เราได้ชมอีก ซึ่งสำหรับเราไม่ว่ามาเที่ยวป่าเขาหน้าไหนก็สวยมีเสน่ห์ไปคนละแบบทั้งนั้น หน้าหนาวอาจจะมีหมอกลอย แต่หน้านี้ฉ่ำใจชุ่มปอดเพราะความเขียวขจีแน่นอนจ้า และอย่างเราว่าพระอาทิตย์ตกที่นี่สวยมาก เราจึงไม่พลาดใช้เวลาเย็นนั้นที่เหลือนั่งดูดวงตะวันกลมโตสีส้มค่อยๆ ลับทิวเมฆ ลงไปตามแนวสันเขาพร้อมกับท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีสวยงามส่งท้ายวัน

หลับไหลไปพร้อมกับความทรงจำแสนสดชื่น เช้านี้เราก็ตื่นด้วยความสดใส พร้อมแล้วที่จะเดินทางไปยังอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสุดฮิตของเชียงรายที่ ภูชี้ดาว แม้ที่นี่รถจะขึ้นไปได้เกือบยอดดอย แต่ด้วยทางที่ค่อนข้างจะลำบากเราจึงต้องเหมารถของชาวบ้านขึ้นไป และเดินเท้าต่ออีกประมาณ 300 เมตร จุดเด่นของที่นี่คือยอดเขาที่ชี้ยอดเชิดขึ้นไปยังท้องฟ้าดังที่มาของชื่อดอย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มาค้างคืนจึงมักนิยมขึ้นมาชมพระอาทิตย์ในยามเช้า เพื่อเฝ้ารอแสงแรก และชมวิวภูชี้ฟ้าที่ฝั่งขวา วิวแม่น้ำโขงสุดเลี้ยวลดที่ฝั่งซ้าย ในวันที่เมฆหมอกเป็นใจแบบรอบตัวไม่มีอะไรมาบดบัง ยกเว้นแกจะเฮงจัดชัดจริงจนมาเจอหมอกฟุ้งปิดทุกทัศนียภาพเช่นเรา ซึ่งเอาจริงแม้จะพลาดวิวสวยๆ แต่อากาศที่ดีขนาดนี้ก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ นาจา

เจอเก้าอี้นั่งพักทีไรเป็นต้องทำเนียนหย่อนก้นทำทีว่าเชือกรองเท้าหลุดนั่งพักเอาแรงซะหน่อยทุกทีเลย ยิ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้ทางเดินค่อนข้างแฉะมากและลื่นมากจนหมดพลังไปมากกว่าปกติ ฉะนั้นพวกแกควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ยิ่งตรงจุดชมวิวที่สูงสุดแล้วแนะนำให้เกาะรั้วไม้ไว้จะอุ่นใจยิ่งขึ้น เพราะด้านบนลมแรงยิ่งกว่าไต้ฝุ่นเข้าแหลมตะลุมพุก แม้จะกังวลใจเรื่องปลิวไปตามลมตามประสาคนตัวเล๊กกกก แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่เราสบายใจมาก หายห่วง ก็คือเรื่องทรงผม ที่ต่อให้ปล่อยยาวพริ้วปลิวไสวก็ยังสวยเป๊ะ เพราะเมื่อคืนเราสระผมด้วย Sunsilk Natural Aloe vera & mint ตัวโปรด ที่ทำให้เราบ๊ายบายทั้งอาการคัน และยังได้ความนุ่มลื่นสดชื่นหนังศีรษะ จะลมแรงผมปลิวแค่ไหนก็เอาอยู่จ้า

ลงจากดอยมานอนเอาแรงสักงีบสองงีบจนเต็มอิ่ม เราก็มีแรงพร้อมออกไปหมุนตัวรัวชัตเตอร์กันต่อกับจุดหมายต่อไปที่ยังคงไว้ใน concept ความเขียวสดชื่น กับคาเฟ่ที่มีชื่อชวนสดชื่นว่า “ทุ่งเคียงดอย” คาเฟ่กระต๊อบน้อยๆ กลางทุ่งนา ที่อยู่เคียงข้างกับตีนดอย ให้ฟิวลิ่งแบบสาวน้อยที่เรียนจบจากในเมืองแต่ตัดสินใจกลับมาทำนาที่บ้านทุ่ง Concept แน่น หน้าผมชุดและพร้อบก็เป๊ะ กว่าจะเมื่อยปุ่มกดชัตเตอร์ก็แทบสึก พร้อมๆ กับที่กระเพาะน้อยๆ ของเราตีระฆังพักยกให้ย้ายทัพไปกินข้าวในเถียงนาพอดี เมนูเด็ดที่เราสั่งมาในครั้งนี้ก็มีทั้งข้าวพะแนงหมูสุดอร่อย หมูนุ่มๆ กับเครื่องแกงรสร้อนแรงบวกไข่ต้มยางมะตูมคือดีเกินราคามาก ถัดมาขนมจีบเคียงดอยรสดี ข้าวซอยไก่สุดเข้มข้น ข้าวซอยน้ำเงี้ยวเอกลักษณ์เมืองเหนือที่ส่งกลิ่นอายของความเป็นเชียงแสนแท้ๆ ผ่านรสมือแม่ครัวชาวเชียงแสนคือความดีงามที่ชวนให้ใส่ลงในกระเพาะ

พักใจไปกับความเรียบง่าย และคำทักทายจากบรรดาทุ่งนาสีเขียวไปแล้ว ถึงเวลามาพักกายให้เปรมปรีในบูทีครีสอร์ทสวยพักใจไปกับความเรียบง่ายและคำทักทายจากเหล่ายอดหญ้า ก็ถึงเวลามาพักกายให้เปรมปรีย์ในบูทีครีสอร์ทกลางหุบเขา ในอำเภอแม่จันที่จะทำให้เราฝันทั้งที่ยังตื่นอยู่ เพราะนอกจากรอบกายจะรายล้อมไปด้วยธรรมชาติแล้วที่ ‘คาทิลิยาเมาท์เทน รีสอร์ท แอนด์ สปา’ ก็ยังโอบเราไว้อีกชั้นด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสุดครบครัน พร้อมที่จะเปลี่ยนวันพิเศษให้กลายเป็นวันพิเศษมากยิ่งขึ้น แม้เข็มนาฬิกาจะหมุนในจังหวะเดิม แต่ความเนิบช้าของที่นี่จะทำให้ตลอด 24 ชั่วโมงของแกมีความสุขยาวนานมากขึ้น

ก้าวเข้ามาที่นี่ปุ๊บก็รู้สึกได้ถึงความลักซ์ชัวรี่ปั๊บกับบริการที่ดีงาม ตั้งแต่มาช่วยยกกระเป๋า นำเวลคั่มดริ้งค์มาเสิร์ฟ พาชมห้องพัก และแนะนำสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มีเยอะมากจนแทบจำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ห้องสปา ฟิตเนส ห้องอาหาร สวนผักปลอดสารพิษ อ่างจากุซซี่ ไปจนถึงบริการเรียกรถแท็กซี่ให้มารับส่งจากในเมืองเชียงรายก็ยังมี ดังนั้นใครที่แค่อยากจะเปลี่ยนอรรถรสในการนอนก็สามารถมาตัวเปล่าๆ แบบไม่ต้องเช่ารถเลยก็สะดวกสบาย จะมากับเพศไหน วัยไหน จะมากับใคร ก็มั่นใจว่าที่นี่มีกิจกรรมสำหรับทุกคน และเป็นสวรรค์สำหรับการพักผ่อนที่เพรียบพร้อมไปด้วยความหรูหราและธรรมชาติสวยๆ ตามคอนเซ็ปเก๋ๆ ของรีสอร์ทที่ว่า “where luxury meets nature” เค้าแหล่ะแก อันที่จริงห้องพักเค้าก็มีให้เลือกหลายแบบ แต่มาพักผ่อนแบบจัดเต็มทั้งทีเราก็ต้องขอเลือกไฮไลท์ของที่นี่กับห้อง Signature Suite ห้องพักคลาสสูงสุดของที่นี่ ที่อยู่สูงสุดของรีสอร์ท มีวิวที่สวยที่สุดให้เลือกถึงสองฝั่งคือฝั่งซันเซ็ทและฝั่งซันไรซ์

แต่โซนที่ทำให้เรารักกกกกมากที่สุด ก็คือโซนห้องน้ำที่เค้าแบ่งสันปันส่วน แยกโซนเปียกแห้ง และโซนอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่มากพอให้คนสองคนกระโจนลงไปแช่ได้พร้อมกัน แต่สำหรับเราที่อยากจะโสดให้คนสงสัยเล่น เลยได้แต่หยิบ Sunsilk Natural Aloe Vera & Mint แชมพูและครีมนวดคู่ใจลงไปสระผม แช่น้ำให้ผ่อนคลาย ปรนนิบัติตัวเองให้สวยใสเหมือนไปทำสปา และเจ้าแชมพูตัวนี้ก็ตอบโจทย์ผมสวยๆ ของเราเป็นที่สุด เพราะด้วยจุดเด่นของส่วนผสมจากธรรมชาติอย่างว่านหางจระเข้ที่ช่วยปลอบประโลมหนังศีรษะ ลดอาการคัน และระคายเคืองหนังศีรษะแล้ว ก็ยังมีมินท์ที่ให้ความเย็นสบายรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ใช้ ใช้ประกบคู่กับครีมนวด แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเจ้าแชมพูตัวนี้เค้าอ่อนโยนกับหนังศีรษะมากๆ เพราะปราศจากซิลิโคน ไม่ทิ้งสารตกค้างด้วยสูตรจากธรรมชาติ ทำให้เรามั่นใจได้มากยิ่งขึ้นมีความสุขกับเส้นผมของตัวเองมากยิ่งขึ้นจนอยากแนะนำต่อ

สระผมแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดใหม่ พร้อมความมั่นใจว่าผมตรงเป้ะเรียงเส้นสวยไร้ความคันตั้งแต่โคนจรดปลายแล้ว เราก็เดินสวยๆ แบบสาวมั่นมาดินเนอร์ที่ The Terrace Restaurant ห้องอาหารหลักของรีสอร์ท ที่ตอนแรกเราแอบคิดว่าแค่อยากจะมานั่งทานอะไรไม่ให้ท้องร้องในคืนนี้แล้วดื่มดำกับภูเขาที่อยู่ตรงหน้าให้จุกๆ ก็คงพอ แต่หลังจากได้ลองชิมออร์เดิร์ฟเมืองไปในจานแรกจาน 2 3 4 5 และ 6 ก็ตามมาแบบไม่ยั้ง เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยภาคกลาง อาหารพื้นบ้านของภาคเหนือ หรืออาหารฝรั่งแบบอิตาลีก็ลำแต๊ๆ ลำจั๊ดหนัก ลำขนาดจริงๆ เจ้า

เช้าตรู่ของวันถัดมาหลังจากเปลี่ยนผ้าทาแป้งหอมๆ เราก็รีบตรงดิ่งมาที่ห้องอาหารเช้าราวกับเมื่อคืนนอนไปแบบท้องว่าง ก็แหม อาหารงานดีขนาดนี้มีหรอที่เราจะพลาดมาซ้ำในยามเช้า ไลน์อาหารต่างๆ ก็ต้องขอบอกว่าครบครันและทำได้ดี แต่ที่เราชอบก็เป็นพิเศษก็คือเอ้กเบเนดิกต์นุ่มๆ ขนมหวานๆ โฮมเมด และผลไม้สดๆ ที่หวานฉ่ำ อร่อยล้ำกว่าที่ไหน กินไป ชิลล์ไป ไม่ต้องเร่งรีบ ค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆ กลืน ลิ้มรสรสชาติอาหารทุกคำอย่างเต็มที่ จนบางทีก็อยากหยุดเวลาตรงนี้เอาไว้อยู่เหมือนกัน

ทานอาหารเช้าเรียบร้อยเราก็หากิจกรรมย่อย ด้วยการปั่นจักรยานไปชมแปลงผัก และ Little Zoo แปลงผักปลอดสารพิษและสวนสัตว์ที่อยู่ภายในรีสอร์ท ที่เราสามารถแวะจอดจักรยานเดินเล่นชมผัก ชมสวน ชมกวางดาว ชมกระต่าย ชมห่าน และชมนกนานาชนิดให้ชุ่มชื่นหัวใจแล้วค่อยกลับไปเช็คเอาท์ พร้อมความสดชื่นที่เต็มเปี่ยม

เช็คเอาท์ออกที่พักกันแล้ว เราก็มาเช็คอินต่อที่ ไร่ชาฉุยฟง ที่ตั้งอยู่บนเนินเขากว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ โดดเด่นไปด้วยต้นชาที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีตามเนินเขาแต่ละลูก เราจึงสามารถไปชื่นชมไร่ชาและเต๊ะท่าถ่ายรูปได้หลายต่อหลายจุด แต่มุมที่สายฮิปไม่ควรพลาดเป็นมุมใหม่ที่เราเพิ่งเห็นจากในไอจีไม่นานก่อนมา คือมุมสะพานไม้ยาวที่ทอดเข้าไปโอบต้นไม้ใหญ่กลางไร่ชาให้เราเดินสวยๆ ลงไปถ่ายรูปเล่นได้ จะถ่ายใกล้ครึ่งตัวแอ้คติ้งว่ากำลังเก็บใบชาก็ดี หรือถอยออกมาไกลหน่อยเก็บวิวกว้างๆ ให้เห็นทั้งต้นไม้ใหญ่และไร่ชาก็เป็นมุมภาพที่อลังใครเห็นต้องอิจฉาอย่างแน่นอน

ถ่ายรูปเพลินๆ ก็ถึงเวลาแวะคาเฟ่ที่อยู่ภายในไร่ชาเพื่อเติมความสดชื่นกันสักหน่อย โดยคาเฟ่ของเค้าจะแบ่งเป็นสองโซน คือโซนขายของฝากจำพวกใบชาแบบต่างๆ ผงชาเขียว และผลิตภัณฑ์จากชาอื่นๆ ให้เลือกซื้อเป็นของติดมือของฝากกัน กับโซนคาเฟ่แนวโอเพ่นแอร์ที่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมหลากชนิดที่มีส่วนผสมจากชาในไร่ มาเยือนถึงถิ่นทั้งทีเราจะพลาดได้ไง จัดมาทั้งชีสเค้กชาเขียว ซาลาเปาชาเขียว ชาเขียวเฟรบเป้ และชาอู่หลงมารองท้องสักหน่อย รสชาติต้องบอกว่าเข้มข้นมากกกก ชาเขียวแบบมัจฉะอ่ะแกใครชอบความเข้มคือรักแน่!!!

เครดิตฟรี

ที่สุดท้ายที่ถ้าไม่ไปคงเหมือนไปไม่ถึงเชียงราย ดอยตุง คราวนี้เราไม่ได้พาแกมาเพื่อชมกลีบกล้วยไม้แรกแย้ม ดอกไม้ที่บานสะพรั่ง แต่เราพามาหากิจกรรมแจ่มๆ ชวนมวนท้องแบบเบาๆ ทำ นั่นก็คือ Doi Tung Tree Top Walk ทางเดินบนเรือนยอดไม้ที่สูงจากพื้นดินกว่า 40 เมตร ยาว 300 เมตร เพื่อให้เราได้ชมดอยตุงในมุมใหม่ ได้เห็นดอกไม้ช่อโตกลายเป็นจุดเล็กๆ เห็นยอดไม้อยู่แค่ปลายเอื้อม เห็นยอดเขาอยู่แค่สุดสายตา ถือเป็นประสบการณ์ที่ควรค่าแก่การมาลอง

ตลอดการเดินก็จะเป็นความชิว ชี้นกชี้ไม้ จนมาถึงด่านสุดท้ายของDoi Tung Tree Top Walk ได้นั่นก็คือการโหน Zipline เหินฟ้า ซึ่งด่านนี้ใครจะเล่นหรือไม่เล่นก็ได้ แต่แนะนำว่ามาแล้วทั้งทีก็ห้ามพลาด มองจากข้างบนไปด้านล่างอาจจะสูงจนพาเสียว แต่พอขึ้นไปเล่นจริงๆ ชิลล์กว่าที่เห็นเยอะ อารมณ์คงคล้ายๆ เหล่ามโนราห์กำลังลอยจากฟ้ามาที่สระอโนดาตมั้ง แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าะพลาดพลั้งจะตกลงมานะ เพราะเค้ามีอุปกรเซฟตี้ให้เราสวมใส่ตลอดการเดิน ขอแค่ทำตามกฎรับรองปลอดภัยหายห่วงจ้า

และแล้วก็จบไปอีกหนึ่งทริปหน้าฝนที่ทำให้คนเมืองอย่างเรากลับมาสดชื่นสดใสสูดหายใจได้เต็มปอด และการพาตัวเองมาเปลี่ยนอรรถรสของชีวิต เปลี่ยนจากยอดตึกสูงเป็นยอดดอย เปลี่ยนจากแสงไฟเป็นแสงดาว เปลี่ยนจากหมอกควันเป็นหมอกเมฆ ที่เมืองเชียงรายก็ทำให้เราได้เปลี่ยนจากความเหนื่อยล้าเป็นความสุข เหมือนกับที่ Sunsilk Natural Aloe vera & mint แชมพูตัวเก่งของเราได้เปลี่ยนความคันเป็นการปลอบประโลม เปลี่ยนความร้อนให้กลายเป็นสระแล้วเย็นสบาย เปลี่ยนสารสกัดจากธรรมชาติให้กลายเป็นแชมพูที่อ่อนโยนปราศจากซิลิโคนและไม่ทิ้งสารตกค้าง ทริปนี้จึงทำให้เรารู้แล้วว่าธรรมชาติเปลี่ยนเราได้ทั้งจากภายนอกและภายในได้ดีจริงๆ อย่ารอให้ฝนเม็ดสุดท้ายของฤดูกาลกระทบผืนดินแล้วค่อยออกเดินทาง เก็บเสื้อผ้า ปัดมาสคาร่ากันน้ำแล้วออกไปเริงร่ากับเหล่าสายฝนพร้อมกันเลยดีกว่า

สล็อต xo