Mie Travel Guide — 16 Sightseeing Spots, Food, Souvenirs and More!

คอนนิจิวะ … หากใครกำลังรอแพลนเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ บอกเลยว่าทริปนี้ดีดี๊คุ้มค่าสมการรอคอยแน่นอน เพราะรอบนี้เราจะพาพวกเธอไปเที่ยวเป๊ะ ๆ แบบไม่สนงบ ไม่ซีเรื่องเวลา ที่ มิเอะ “Mie” จังหวัดในภูมิภาคชูบุ ผู้มีความเป็นเลิศในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมนับพันปี วิถีชีวิตที่หาดูยาก สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ จุดชมวิวปัง ๆ ตลอดจนอาหารคาวหวานมากมาย งานนี้รับรองว่าจะต้องเป็น 5 วัน 4 คืน ที่ไม่แมส ไม่ซ้ำ ครบเครื่องเรื่องมิเอะแน่นอน และเพื่อไม่ให้เสียเวลา … ตามมาดูความสุโก้ยได้เลยจ้าพี่จ๋า

slotxo

สำหรับการเดินทางสู่จังหวัดมิเอะทริปนี้ เราบินมาลงที่สนามบินนาโกย่า ชูบุ เช็นแทรร์ และจากนาโกย่า เราจะพาไปตะลอนเที่ยวด้วยรถไฟจาก Kintetsu บริษัทขนส่งรายใหญ่ของแถบนี้ กับพาสสุดคุ้มอย่าง Kintetsu Rail Pass plus ราคา 4,900 เยน ใช้ได้ 5 วัน สามารถนั่งรถไฟคินเท็ตสึครอบคลุมทั่วคันไซ ไม่ว่าจะโอซาก้า เกียวโต นารา มิเอะ อิเซะชิมะ รวมถึงนาโกย่า และอีกหลาย ๆ เส้นทาง รวมถึงใช้ขึ้นรถไฟอิกะ รถบัสนาราโคซือ รถบัสมิเอะโคซือ รถบัส Kintetsu Rail Pass ไสโทบะชิคาโมเมะได้ด้วย

เปิดทริปแบบว้าว ๆ กับครั้งแรกของวิวยามค่ำคืนใน Yokkaichi เมืองอุตสาหกรรม ที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งวิวที่เราได้เห็นจะเป็นวิวพาโนรามาของโรงงานปิโตเลียมแห่งแรกของญี่ปุ่น ที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟยามค่ำคืน ถ้าลองซูมกล้องเข้าไปดี ๆ จะพบคนเหมือนมดตัวจิ๋วกำลังทำงานอยู่ มองออกไปไกลอีกหน่อยเราก็จะเห็นอ่าวอิเสะ กว้างใหญ่ดูแกรนด์ แม้ที่นี่เปิดให้ชมตั้งแต่ปี 2014 แต่ก็เพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมสำหรับคนญี่ปุ่นในช่วงนี้แหละ ใครมีเวลาเยอะ แนะนำให้มาตั้งแต่ช่วงเย็น ๆ พระอาทิตย์กำลังตก เราว่าคงจะฟินมากแน่ ๆ เพราะเขามีจุดชมวิวสวย ๆ ทั้งบนตึกสูง และบนพื้นราบถึง 4 จุด คือ Yokkaichi Port Building (Umiterasu 14) , แถวสะพาน Taisho, โรงงาน Showa Yokkaichi Sekiyu และ Yokkaichi Dome

อิ่มอกอิ่มใจกับวิวตรงหน้า ก็ถึงเวลาอิ่มท้อง ซึ่งมื้อเย็นวันแรกก็พลาดไม่ได้กับอาหารจานเด็ดประจำเมือง Yokkaichi เมนูที่ขึ้นชื่อลือชาจนมีขายอยู่ทั่วประเทศนั่นก็คือ Tonteki ที่แปลง่าย ๆ ton = หมู teki = สเต๊ก ก็คือสเต๊กหมูนั่นเอง เป็นเมนูที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1960 โดยเชฟร้านอาหารจีนในเมืองนี้ ที่อยากตอบสนองความต้องการของลูกค้าชนชั้นแรงงานในเมืองอุตสาหกรรม ที่ต้องการอาหารดี ๆ ในราคาเอื้อมถึง ความครีเอทนี้ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นอีกหนึ่งเมนูสุดป๊อปของญี่ปุ่นซึ่งร้าน Tonteki Chen Kintetsu นี้ก็เป็นร้านขวัญใจคนท้องถิ่นที่เราได้รับคำแนะนำจากคนญี่ปุ่นเองเลย

แม้หน้าตาจะดูธรรมดา แต่ด้วยความญี่ปุ่น ..​ รายละเอียดมันจะต้องมีมากกว่านั้นแน่นอน เพราะหมูที่นำมาใช้จะต้องเป็นหมูที่เลี้ยงด้วยข้าวโพด ทำให้เนื้อไร้กลิ่นสาบ รสกลมกล่อม มันน้อยกว่าเนื้อหมูธรรมดา โดยใช้เนื้อส่วนซี่โครงที่ติดมันตรงปลายเล็กน้อย ผัดกับซอสสูตรพิเศษ และกระเทียมฝานบาง ๆ ด้วยความที่เนื้อเขาหั่นแบบชิ้นหนาทำให้ดูไม่แห้ง พอกัดเข้าไปมันมีความชุ่มฉ่ำด้วยความสุกที่พอดี เคียงด้วยข้าวร้อน ๆ และกะหล่ำปลีแบบเติมได้ไม่อั้น ทุกอย่างตัดกันได้ดีมาก เหมือนสวรรค์อยู่ตรงหน้า เราจะหนีไปไหนได้ล่ะ

กินเสร็จ เดินอุ้มท้องไม่ถึงสิบนาทีก็ถึง Miyako Hotel Yokkaichi อยากบอกว่าเราชอบโรงแรมตามจังหวัดเล็ก ๆ ตรงที่ห้องนอนเขาจะมีพื้นที่ให้ได้นอนกลิ้งแบบกว้าง ๆ นี่แหละ ซึ่งที่นี่ก็กว้างสะใจ จะแผ่ของกี่กระเป๋าก็ได้ แถมวิวยังเป็นวิวเมืองบนตึกสูงอีก และฟินสุดคือราคาที่ตกคืนละแค่ 4,500 บาท มีอาหารเช้าให้สำหรับ 2 คน ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ร้านอาหาร ร้านค้าและตลาดด้วย ใครใคร่เดินขอเรียนเชิญ แต่ตรงนี้ขอนอนก่อนเพราะง่วงมากแล้วจ้า เก็บแรงไปทำตัวแพงต่อวันพรุ่งนี้ดีกว่า

เช้าวันใหม่สดใสซ่าบซ่า กับจุดเช็กอินแรกที่มีชื่อว่า ภูเขาโยโกยามา (Mt.Yokoyama) ในเมืองชิมะ (Shima) ภูเขาที่มีความสูง 203 เมตรแห่งนี้ ล้อมรอบด้วยอ่าวเอโกะ (Ago Bay) แทนที่เราจะเห็นภาพทะเลผืนกว้าง อย่างที่จินตนาการไว้ เรากลับเห็นภาพแผ่นดินที่แตกออกเป็นเกาะแก่ง เหมือนเป็นร่องรอยอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่สร้างเอกลักษณ์ให้มันกลายเป็นหนึ่งในวิวที่หาชมยาก เกาะแก่งที่แตกแยกออกมาจากแผ่นดินใหญ่นี้มีทั้งหมด 64 แห่ง แต่ละแห่งจะมีบ้านเรือนผู้คนแซมอยู่กับแมกไม้ที่อัดแน่นจนฟูฟ่องอย่างทีเห็น ภายในอ่าวเป็นพื้นที่การทำประมง มีฟาร์มเพาะหอยมุกกระจัดการจายอยู่ทั่ว ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่แบบกว้าง ๆ

xoslot

อาหารบางอย่างมีเงินอย่างเดียวไม่ได้นะจ๊ะ เราต้องมีความพยายามด้วย เพราะร้าน Tempura Tobari ที่เราจะพาไปทานมื้อเที่ยงวันนี้ เขาได้มิชลิน 1 ดาว ถือเป็นร้านอาหารในชนบทเพียงไม่กี่ร้านที่ได้รางวัลนี้ ทำให้ใครที่อยากลิ้มลองจะต้องจองล่วงหน้ามาก่อน ซึ่งทางร้านมีเสิร์ฟทั้งแบบโอมากาเสะ (Chef’s table พอร์ชั่นเล็ก ๆ หลาย ๆ จาน) และแบบจานเดียว ดาวมิชลินที่ได้นั้นติดมาจากเชฟ Tohari หน้ามนยิ้มสวยคนนี้นี่แหละ ซึ่งเดิมเขาทำอาหารอยู่ที่โอซากา ได้รับดาวมิชลินติดต่อมาแล้ว 5 ปี จากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่นี่เพราะเมืองชิมะเป็นแหล่งที่มีวัตุดิบคุณภาพชั้นเยี่ยม จากคุณภาพและรางวัล เมื่อได้เห็นราคาก็รู้สึกว่าดีงามมากอยู่นะ

สำหรับคอร์สอาหารกลางวันราคาจะอยู่ที่ 5,000 เยน อาหารที่เสิร์ฟมีถึง 13 อย่างด้วยกัน แต่ละครั้งจะไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับฤดูกาลและวัตถุดิบที่ได้ผลดีในช่วงนั้น ถ้ารีวิวทีละอย่างอาจจะพูดวันเดียวไม่หมดขอพูดแต่จุดเด่นแล้วกันนะฮะ เริ่มแรกที่เทมปุระคางกุ้ง อันนี้อึ้งมากแม่!!! คางกุ้งกินได้จริง แถมเค้าทอดได้กรอบอร่อยมากแกเอ้ย .. คางอร่อยขนาดนี้พอเสิร์ฟเนื้อกุ้งมาคงไม่ต้องบรรยายหรอกว่าอร่อยขนาดไหน คือมันสด หวานกรอบมากเด้อ น้ำจิ้มที่ให้มาทั้งน้ำจิ้มเทมปุระ เกลือ และมะนาวเกลือแทบไม่ต้องใช้เลย หลังจากนั้นก็จะเป็นเทมปุระต่าง ๆ ทั้งแปะก๊วย ไข่ปลาชิราโกะห่อด้วยใบโอบะทอด ปลาคินเมะได ผักต่าง ๆ จับใจความได้ว่าความเด็ดของเขานอกจากไส้หลักแล้ว แป้ง ไข่ น้ำมัน ความร้อน และระยะเวลาการทอดเป็นตัวชูรสชาติให้ทุกอย่างมันลงตัว และอร่อยขึ้นจริง ๆ เรากินไปยิ้มไปจนหน้าลอย เงยหน้ามาอีกทีเชฟยืนยิ้มกริ่มมาให้ คงเห็นหน้าเรามีความสุขอะเนอะเขาก็เลยมีความสุขด้วย

เอ๊ะ ๆ ที่นี่ที่ไหนใช่ญี่ปุ่นหรือเปล่าหรือสเปนกันแน่นะ ?? กินอิ่มจนต้องเรียกร้องขอยาย่อย เพื่อนเลยจัดให้ด้วยการมาเที่ยวสวนสนุก !! ใช่จ่ะ.. เมืองที่เหมือนเทพนิยาย ห่างไกลเมืองใหญ่ที่เห็นในภาพนี้คือ Shima Spain Village สวนสนุกแบบธีมพาร์ค ที่ทำออกมาให้เหมือนเราอยู่เมืองใหญ่ในชนบทที่ประเทศสเปน ซึ่งทำได้เหมือนมากเด้อ.. หมู่บ้านสีขาวตัดกับท้องฟ้าและน้ำทะเล พร้อมภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขายิ่งทำให้วิวที่เห็นเหมือนอยู่เมืองตากอากาศในยุโรปแบบเป๊ะ ๆ บางจุดก็มีความคล้ายดิสนีย์แลนด์อยู่กราย ๆ ด้วยนะ แค่มาเดินสวย ๆ ถ่ายรูปก็คุ้มแล้ว ยิ่งสายชอบเครื่องเล่นยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่เพราะเขามีรถไฟเหาะหลายรูปแบบ แถมด้านในก็มีร้านค้าให้ชอปปิง เรียกว่าเอาใจนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการต่างกันได้อย่างครบรสเลยแหละ แต่สำหรับสายถ่ายรูปอย่างเรา คือเพลินตั้งแต่บ่ายยันค่ำไปเลยจ้า

เดินจนเมื่อย เล่นจนเหนื่อย ถ่ายรูปจนแบ็ตหมด ทั้งคนทั้งกล้องก็งอแงอยากเข้าที่พัก และคืนนี้เรานอนกันที่ Hotel Shima Spain Maru ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสวนสนุก Shima Spain Village เลย ด้านหน้าจะเป็นตึกโครงปราสาทหลังโตสวยงาม และพอเข้ามาข้างในคือกว้างใหญ่ตกแต่งหรูหราเหมือนเราอยู่ในปราสาทจริง ๆ เรียกว่าเดินแกรนด์ ๆ ลงบันไดมากินอาหารเช้าก็ได้อินเนอร์แบบเบลล์ในการ์ตูนบิ้วตี้แอนด์เดอะบีสเลยแหละ นี่รู้สึกคุ้มมากเหมือนบินมาครั้งเดียว ได้เที่ยวหลายประเทศเลยนะเนี้ย

ธีมเช้าวันนี้จะออกแนวสายมูหน่อย ๆ ใครท้อแท้กับความรัก อกหักรักคุด รักเขาแล้วเขาไม่รักตอบ หรือเป็นคู่รักหวานชื่น อยากให้เขาขอแต่งงานสักที เราอยากให้มาที่ Meoto Iwa หรือที่เรียกกันว่าหินแต่งงาน ตั้งอยู่ที่ศาลเจ้าฟุตามิโอคิทามะ (Futami Okitama Shrine) เป็นหินสองก้อนตั้งอยู่คู่กันตามธรรมชาติ โดยคนโบราณเขาแทนหินก้อนใหญ่เป็นสามี และก้อนเล็กเป็นภรรยา มีธรรมเนียมเอาเชือกฟางเส้นโตมาคล้องเชื่อมทั้งสองก้อนไว้ด้วยกัน เหมือนคู่บ่าวสาวบ้านเราในประเพณีรดน้ำสังข์ ซึ่งเชื่อกันอีกว่ามีเทพ Izanagi และเทพ Izanami เทพผู้สร้างสรรพสิ่งบนโลก ให้กำเนิดเทพต่าง ๆ สถิตอยู่ ณ ที่นี้ด้วย

ถ้าลองสังเกตรอบ ๆ เราจะเห็นรูปปั้นกบอยู่ด้วย ซึ่งกบนี้มีความหมายถึงการกลับมา เป็นคำพ้องเสียงจากคำว่า Kaeru (กบ) และ Kaeri (การกลับมา) สำหรับใครที่พลัดพรากจากความรัก ณ จุดนี้ แนะนำให้ลองแวะมาขอพรดูนะ เผื่อใครคนนั้นจะกลับมาครองรักแบบนิรันดร์ บ่มีอีหยังมาพังทลาย ความฮักเฮาสองลงได้ ^^
มูต่อไม่รอแล้วนะ … ออกจากศาลเจ้าทางเราก็มาต่อที่ Ise JinguIse Jingu วัดแห่งแรกของประเทศที่มีความยิ่งใหญ่จนขนลุก เป็นต้นกำเนิดวัดศาสนาชินโต โดยเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเทพเจ้าพระอาทิตย์ (Amaterasu) สัญลักษณ์แห่งแดงอาทิตย์อุทัย คือเราเห็นความยิ่งใหญ่ตั้งแต่เสาประตูโทริอิที่ทำด้วยไม้อันโต เรียบง่ายมีร่อยรอยของกาลเวลาดูได้รับการดูแลบูรณะอย่างดี เต็มไปด้วยมนต์ขลัง รู้เลยว่าข้างในต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ ด้วยความเก่าแก่ที่สร้างมากว่า 2,000 ปี ทำให้ที่นี้เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ถึงกับตั้งมั่นกันเลยว่า “ต้องมากราบไหว้สักครั้งหนึ่งในชีวิต”

เครดิตฟรี

ภายในนี้มีศาลเจ้ามากถึง 125 ศาลเจ้าย่อย และอีก 2 ศาลเจ้าใหญ่ คือ ศาลเจ้าชั้นใน (Naiku) และศาลเจ้าชั้นนอก (Geku) ซึ่งเราสามารถเข้าถึงได้เพียง 10 % ของทั้งหมด ในส่วนที่ลึกกว่านี้มีไว้สำหรับราชวงศ์ที่สามารถเข้าไปทำราชพิธีได้เท่านั้น นอกจากประชาชนคนทั่วไปจะนิยมมาขอพรให้ชีวิตดี ประสบความสำเร็จแล้ว เหล่านักธุรกิจบริษัทใหญ่ ๆ ก็ชอบมาทำพิธีไหว้บูชาเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าประเทศนี้เขาก็มีความเชื่อที่แข็งแกร่งอยู่เหมือนกันนะฮะ

เอาล่ะ!! อิ่มบุญกันแล้ว แต่ท้องยังไม่อิ่มจ้า … ได้เวลาพาทุกคนมายังร้านเด็ดที่จะเปลี่ยนความคิดของเรากับเต้าหู้ไปอย่างสิ้นเชิง Tofuya ร้านขายอาหารที่ใช้เต้าหู้เป็นวัตถุดิบหลัก มีคติประจำใจว่าความสดใหม่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เต้าหู้อร่อย เขาจึงทำเต้าหู้สดใหม่เสิร์ฟทุกวัน เมนูที่เราได้มานั้นคือชุดเต้าหู้รวมมิตรที่ทุกจานคือเต้าหู้ เอามาต้ม ห่อข้าว ย่าง ราดน้ำเชื่อมเป็นของหวาน น้ำเต้าหู้ 100% ตอนแรกกล้า ๆ กลัว ๆ พอกินคำแรกเท่านั้นแหละ รู้ตัวอีกทีก็หมดแล้วทั้งเซ็ต ล้วนแล้วแต่เด็ดทุกอย่าง กินไปชมแม่น้ำที่กำลังไหลเอื่อย ๆ ไปสงบแบบฟินมากเลยเธอ

จากวัด Ise เดินออกมาด้านหน้าก็จะพบกับถนนคนเดินที่มีร้านค้ามากมาย เป็นสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นโบราณสมัยเอโดะ บ้านเรือนเตี้ย ๆ พร้อมหลังคากระเบื้องสีเข้มเรียงเป็นแถวดูสวยงามยาว 1 กิโลเมตร ของที่วางขายก็เป็นไปในทิศทางเดียว ส่วนใหญ่เป็นของพื้นเมือง และอาหารพื้นเมือง ที่ชอบมาก ๆ คือเขาขายของไม่ค่อยซ้ำกันเท่าไหร่ ส่วนเมนูที่เขาโด่งดังจนกลายเป็นของดีประจำภูมิภาคนี้ชื่อว่า Akafuku โมจิหน้าตาประหลาดเป็นก้อนยาวมีริ้ว ๆ ทำจากถั่วแดงที่เขาว่าหวานหอม หนุบหนับ ใครกินเป็นต้องหลงรัก เป็นที่มาของชื่อซึ่งแปลว่า “ความสุขสีแดง” และ Ise Udon ที่ดีเด่นเรื่องเส้นที่หนาและเหนียวนุ่มกว่าเส้นทั่วไป ถ้าใครกินข้าวไม่อิ่มขอแนะนำให้มาซื้อกินตรงนี้กันต่อ แต่ทางเราท้องกางจนต้องปลดกระดุมแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นกินโมจิธรรมดา (ซึ่งแค่นี้ก็อร่อยมากกกกกแล้ว) กินไอติม เข้าร้านนั้นที ร้านนู้นที สลับถ่ายรูป ก็เพลินมากจ้า

เดินเรื่อย ๆ ก็มาเจอกับ ตรอกโอคะเกะโยโคะโจ (Okage-yokocho) ที่ด้านในจะมีการแสดงพื้นเมืองให้ชมฟรี ๆ แถมตรงนี้ก็มีร้านค้ากระจายตัวอยู่รอบ ๆ ให้เลือกชิมเลือกลองเยอะมากเช่นกัน แต่ทีเด็ดมงไปลงที่ โคร็อกเกะแสนอร่อย จากร้าน บูตะสุเตะ ที่มีอายุกว่า 100 ปี การันตีจากคนที่มาเข้าแถวยาวอยู่หน้าร้านคับคั่งตลอดเวลา นอกจากของกินจะฟินแล้ว ของฝากของที่ระลึกในตรอกนี้ก็เด็ดดวงพวงมาลัยเด้อแม่ มีสินค้าให้เลือกหลากหลายแนวมาก

หลังจากที่มูขอพรความรัก ความสำเร็จกันแล้ว ใครที่มาฮันนีมูนวันนี้แม่อาจได้อุ้มหลานจริง ๆ สักทีกับที่พักคืนนี้ Miyako Resort Shima Bayside Terrace โรงแรมหรู 5 ดาว ตั้งอยู่กลางอ่าวอาโกะห่างไกลผู้คน ตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศสใส่ใจรายละเอียดทุกสัดส่วน ตั้งแต่ห้องพักยันทรงต้นไม้ในสวน ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงทำให้คัดเกรดผู้มาพักได้เป็นอย่างดี ทุกคนดูเงียบขรึมไม่โวยวาย ราวกับมาเดินอยู่ในดงผู้ดีอะแก นี่เลยต้องเชิดหน้าไปด้วยถือว่าเป็นโรงแรมที่เหมาะกับการแต่งตัวสวย ๆ กระโปรงพริ้ว ๆ มาจิบกาแฟ อ่านหนังสือที่ริมระเบียงวิวทะเล อากาศเย็นสบาย ไร้ PM 2.5

วันก่อนเราได้ชมวิวอ่าว มองเรือ และที่เพาะหอยมุกจากที่สูงกันไปแล้ว วันนี้เราได้ลงเรือไปดูเลยจ้า.. ยังคงวนเวียนอยู่ที่เมืองชิมะ และในเช้าอากาศกำลังดีแสงแดดกำลังงาม เรือน้อยใหญ่ในอ่าวอาโกะก็เริงร่าทยอยออกจากฝั่งกันตามวิถีประจำวัน ซึ่งเราก็จะเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน โดยวันนี้ “เอสเพอรันซ่า” (แปลว่าความหวัง) เรือสำราญในคราบเรือสำเภาสไตล์สเปน จะพาเราไปผจญภัย เปิดหูเปิดตา ชมวิวบรรยากาศทั่วอ่าวอาโกะ พร้อมไฮไลท์ ชมการสาธิตผลิตไข่มุกเลี้ยงบนแพของชาวบ้าน เรียกได้ว่าตลอด 50 นาที ที่อยู่บนเรือนี้สร้างความประทับใจ และประสบการณ์ที่แตกต่างไม่น้อยเลยทีเดียว

ขึ้นเรือเสร็จก็ต้องมาดำน้ำกันสิ แต่ไม่ต้องตกใจ เราไม่ได้ดำเองจ้า.. เรามาดูคนอื่นดำ กับซิกเนอเจอร์ประจำเมืองมิเอะ พามาเยี่ยมอามะสุดที่รักรักที่สุด ความจริงเราเคยเจอกันแล้วแหละแล้วก็คิดอยู่ในใจว่าอยากกลับมากินหอยที่อามะจับมาให้อีกจัง.. และวันนี้ก็ได้มาจริง ๆ Ama อ่านออกเสียงว่าอามะ แต่หลายคนเข้าใจกันว่าเป็นสรรพนามเรียกอาม่าเหมือนคนจีน แต่ความจริงแล้วมันเป็นชื่อเรียกผู้หญิงที่ทำการประมงแบบดั้งเดิมโดยการ free dive ไปงมหอยและเก็บสาหร่ายขึ้นมาประกอบอาหารให้เราได้ทานกัน เป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี คนที่ทำอาชีพนี้จะได้สมญานามว่าหญิงสาวแห่งท้องทะเล และในปัจจุบันก็เริ่มเหลือผู้หญิงเหล่านี้น้อยลงทุกที กระท่อมหลังที่เห็นเป็นเหมือนการจำลองวิถีชีวิตของเหล่าอามะให้เราได้ชม ใครสนใจจะต้องจองล่วงหน้ามาก่อน เพราะเขาจะเก็บอาหารทะเลมาพอดีกับคนที่จองมาเท่านั้น

ซึ่งหลังจากที่อามะงมมาเสร็จเขาก็จะเอามารวมกัน ผิงไฟย่างตรงกลางกระท่อม มีพวกเราและนักท่องเที่ยวนั่งล้อมวงดูการแสดงวิถีชีวิตเสมือนจริงที่แสนเพลิดเพลินนี้ด้วยกัน สิ่งที่พวกนางหามาได้ในมื้อนี้มีทั้งหอยหลากชนิด หมึก ปลาเล็ก ๆ และกุ้งมังกร พอได้ลองกินก็รู้เลยว่าอาหารทะเลตามธรรมชาติแบบนี้มันอร่อยกว่าของทะลในร้านซีฟู้ดที่เขาเลี้ยงไว้มาก มันหอมกลิ่นทะเล ไร้คาว ไร้เครื่องปรุงก็ว๊าวได้อะแก กินไปมีอามะย่างเสิร์ฟไม่ขาดมือแบบนี้มันเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองมาก ๆ ใครอยากมาเจอประสบการณ์แบบเราสามารถจองได้ที่ http://satoumia.com เลยจ่ะ.. ถ้ามามิเอะแล้วพลาดแกต้องเสียใจแน่นอน

จากชมวิถีชีวิตริมทะเลพื้นราบ เราลองมาชมวิถีชีวิตริมทะเลจากที่สูงกันบ้างดีกว่า ที่ Daiosaki Lighthouse ประภาคารทรงคลาสสิกยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ริมผา เหมือนฉากในหนังที่เราเห็นจนชินตา ด้านล่างของผานั้นเป็นคลื่นทะเลบ้าคลั่งที่ซัดเข้าฝั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถือเป็นจุดอันตรายจุดหนึ่งในท้องทะเลแปซิฟิค เมื่อขึ้นไปด้านบนประภาคารเราจะได้เห็นผืนน้ำนี้ได้อย่างเต็มตา และเมื่อมองออกไปก็จะพบวิวสวยอลังการของทะเลแปซิฟิคที่แตกต่างจากบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด เป็นความสวยที่แตกต่างและน่าหลงใหลไม่แพ้กัน มองมาอีกด้านคือเมืองชายฝั่งเล็ก ๆ ชื่อว่า Nakiri แสนน่ารักสุดสงบ วิวหลากหลายนี้เราเข้าถึงได้ด้วยค่าตั๋วขึ้นประภาคารเพียง 200 เยน เท่านั้น

และในบริเวณไม่ไกลกัน ก็เป็นที่ตั้งของ Kirigaki Observatory จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพสวย ๆ ของ Ako bay หรืออ่าวอาโกะ ที่รู้จักกันแพร่หลายจากการริเริ่มทำฟาร์มเลี้ยงหอยมุก โดย Mikimoto ตั้งแต่ปี 1893 ณ บริเวณลานกว้างเราสามารถยืนชมวิวทั่วทั้งอ่าวได้แบบพาโนรามาได้แบบชิว ๆ สบาย ๆ เลยล่ะ

จากนั้นเราไปขึ้นรถไฟเพื่อเที่ยวต่อที่เมืองหลวงแห่งคันไซ โอซากานั่นเอง ซึ่งรถขบวนนี้ถือเป็นรถไฟในฝันที่อยากให้ประเทศไทยเรามีบ้าง แต่รอไปก็คงไม่ได้ขึ้นสักทีเลยตัดสินใจจองมาขึ้นที่นี่แทนแล้วกัน รถไฟสาย Kintetsu Premium Express Shimakaze นี้คือรถสายด่วนพิเศษที่วิ่งเส้นทางระหว่าง Mie-Osaka ความพิเศษที่มากกว่าความเร็วก็คือสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถนี่แหละฮะ ทั้งเบาะที่ใหญ่นั่งสบาย มีระบบนวดไฟฟ้า มีทั้งโซนที่นั่งธรรมดา และห้องไพรเวทมีให้เลือกถึง 3 แบบคือ ญี่ปุ่น ตะวันตก และซาลอนนั่งได้สูงสุดถึง 6 คน มีตู้โดยสารที่เป็นคาเฟ่ร้านอาหาร และอาหารเขาก็ไม่ไก่กานะจ๊ะ ดูมีสกุลมากใช้วัตถุดิบพรีเมี่ยมของท้องถิ่นเป็นหลัก ทั้งเนื้อวัวและอาหารทะเล โต๊ะก็หันหน้าออกหน้าต่างชมวิวกันแบบฟิน ๆ กันด้วย

กลับเข้าสู่เมืองโอซากาเมืองใหญ่ที่เราคุ้นเคย เราเริ่มที่แรกคือ Osaka Sky Vista นั่งรถชมวิวเมืองหลวงแห่งคันไซยามค่ำคืน ยิ่งมาช่วงสิ้นปีตั้งแต่กลางเดือน พ.ย. จนถึงปีใหม่ก็จะมีงานเทศกาลไฟสวยงาม หลัก ๆ คือที่ย่าน mido-suji ที่เขาจัดไฟประดับตลอดทั้งเส้นถนน นี่แค่นั่งรถผ่านจากเที่ยวเหนื่อยๆ ก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เรี่ยวแรงมาจากไหนไม่รู้ต้องเดินกลับไปถ่ายรูปใหม่ รู้ตัวอีกทีก็เดินจนเกือบเที่ยงคืนแล้ว ซึ่งรถชมเมืองนี้ถ้ามาตอนกลางวันช่วงซากุระบาน หรือใบไม้เปลี่ยนสีแกรนด์เหมือนกันนะ ถือว่าเป็นอีกจุดงาม ๆ ที่คนไทยเที่ยวเองอย่างเรามักมองข้ามเป็นประจำ

บอกแล้วรอบนี้เที่ยวแบบไม่สนงบ ไม่เน้นเรื่องเวลา คืนนี้เลยขอนอนแบบหรูหราที่ Sheraton Miyako Hotel Osaka โรงแรม 5 ดาว ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ถ้ารีเควสขอชั้นสูง ๆ หน่อยจะได้ City View งาม ๆ แถมห้องพักใหญ่มาก ต่างจาก รร อื่น ที่อยู่ใกล้ย่านช้อปปิ้งที่มันจะเจอห้องแคบ ๆ แบบเปิดประตูปุ๊ปเจอเตียงเลย โรงแรมนี้ถือว่าตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลยแหละ เพราะออกมาก็เจอสถานี Osaka-Uehonmachi และห้างสรรพสินค้า Kintetsu เดินไปเพลิน ๆ 20 นาทีก็ถึงนัมบะแล้ว ราคาเริ่มที่ 13,000 เยน มีสระว่ายน้ำ ร้านอาหารแบบญี่ปุ่นดูหรูหรา มีรถรับส่งสนามบิน พร้อมทางเดินเชื่อมจากโรงแรมสู่ห้าง และมีอะไรอีกเยอะแยะที่เราคิดว่าราคาที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง

อีกไฮไลท์ของโอซากาที่ใคร ๆ ก็ต้องมา คอมเพล็กซ์ EXPOCITY ศูนย์รวมความบันเทิงที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2015 ที่นี่ใหญ่มากนะถึงขนาดว่าเป็นคอมเพล็กซ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเลยแหละ มีทั้งสวนสนุก ห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ ร้านอาหารนานาชาติและศูนย์การเรียนรู้รวมไว้ในที่เดียว ออ ที่นี่จะอยู่ใกล้กับสวน Banpaku-kinen-koen อยู่ภายใน Expo Park หรือ สวน Banpaku เป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ชาวเมืองได้มาพักผ่อนตามอัธยาศัยด้วยจ้า

การมาที่นี่ในครั้งนี้ก็เพื่อ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Nirel อ่านว่า นิฟุเรรุ ที่เราคิดว่าคุ้มที่สุดเท่าที่เคยเที่ยวชมสัตว์น้ำมา เพราะเหมือนได้เที่ยวหอศิลป์ด้วย ที่นี่เป็นอาคารตึก 2 ชั้น ภายในมีนิทรรศการแบ่งออกเป็น 7 โซน แต่ละโซนมีคอนเซ็ปที่ต่างกัน ชมกันแบบจุก ๆ ไปเลยเด้อ.. ซึ่งนอกจากสัตว์น้ำแล้วเขาก็มีทั้งสัตว์บก สัตว์เลื้อยคลานให้ชมเช่นกัน การจัดแสดงของที่นี่เป็นไปอย่างล้ำสมัยและลงตัว เขาทำแสงสีเสียงสวยมากกกกก.. จนเราวางกล้องไม่ลง ไปไหนไม่ได้ใช้เวลาไปเกือบครึ่งวันเลยแหละ สำหรับค่าเข้าบุคคลทั่วไปอายุ 16 ปีขึ้นไป 2,000 เยน และเด็กเพียง 1,000 เยน เรียกว่าราคากับคุณภาพคือคุ้มมากแก บอกเลยว่าลูกมาต้องเพลิน แฟนมาต้องรัก

ภายในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ก็มีร้านอาหาร Eat Eat Eat ที่ขายอาหารฟิวชั่นรสชาติใช้ได้ แม้อาหารจะไม่ว้าวมากแต่คอนเซ็ป และการพรีเซนต์ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งอาหารมื้อนี้เราค่อนข้างจัดชุดใหญ่มาก และจานที่เราประทับใจที่สุดคงจะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นโตที่ด้านในอัดแน่นไปด้วยไส้ที่หลากหลายผัก ชีส เบคอน เนื้อบดล้วนแล้วแต่ใหญ่โตจนอ้าปากสุดแล้วยังกินได้ไม่หมด และอีกหนึ่งซิกเนอเจอร์ที่มีขายที่นี่เท่านั้นคือ “water you can eat” เขาไม่ใช้คำว่า Drink นะ เพราะน้ำเปล่าของที่นี่เค้าเคี้ยวได้ เสิร์ฟมาในรูปทรงกลมเหมือนโมจิหยดน้ำแหละ เด้งดึ๋ง ๆ ใครอยากได้กิมมิกในการ “กิน” น้ำที่ไก้เท็กเจอร์แบบใหม่ ๆ ก็มาลองกันดู

เราส่งทิ้งท้ายทริปนี้แบบท้าทายกฎแห่งแรงดึงดูดด้วยการขึ้นไปชมวิวโอซากากันที่ Abeno Harukas ตึกสูงที่สุดในโอซากา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านเทนโนจิ ที่สร้างโดยบริษัท Kintetsu Corporation นางเป็นทั้งห้าง Kintetsu ที่มีแหล่งช้อปปิ้ง ศูนย์รวมร้านอาหาร ของฝาก ของที่ระลึก และอย่างที่บอกว่ามาชมวิว เราจึงตรงดิ่งขึ้นลิฟต์มุ่งมายัง Harukas Observation Deck 300 ชั้น 60 เพื่อชมวิวโอซาก้าแบบ 360 องศา ในระดับความสูง 300 เมตร ที่แค่พูดขาก็สั่นแล้วแก และอีกหนึ่งกิมมิกของที่นี่ก็คือเจ้าหมีน้อยที่รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ Abeno Bear หมีที่มีร่างกายโปร่งแสงเปลี่ยนสีตามพื้นหลังของท้องฟ้า เป็นมาสคอตประจำจุดชมวิวแห่งนี้ นอกจากจะเป็นจุดชมวิวเมืองโอซาก้าแบบสุดลูกหูลูกตาแล้ว ด้านบนยังมีคาเฟ่น่ารัก ๆ ให้นั่งพัก นั่งชิว ถ่ายรูปคู่วิวพระอาทิตย์ตก และแสงไฟยามค่ำคืนเป็นที่สุด

สล็อต xo

เห็นมั้ย .. บอกแล้วว่าจะพาเที่ยวแบบไม่แมสมันก็ไม่แมสจริง ๆ เป็นทริปอันซีนที่มั่นใจมาก ๆ ว่าเธอหารีวิวภาษาไทยไม่เจอแน่นอน ซึ่งแต่ละที่เราก็ได้รับคำแนะนำจากกูรูแท้ ๆ โดยองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) และรถไฟ Kintetsu นี่แหละ ที่คอยไกด์ให้จนเกิดทริปนี้ขึ้น (ขอบคุณนะคร๊าบบบ – /l\ – ) บอกเลยว่าแต่ละที่นั้นรถไฟถึง เดินทางง่ายไม่หลงแน่นอน จะเซฟรูปจากรีวิวเราไปเปิดถามทางคนแถวนั้นก็ได้นะ จากเมืองชนบทสู่เมืองหลวงแห่งสีสัน ความแตกต่างทางวิถีชีวิต และบรรยากาศที่แค่นั่งรถไฟไม่กี่ชั่วโมงก็เปลี่ยนฟีลเหมือนอยู่คนละที่แบบนี้ คงหาที่ไหนไม่ได้แล้วล่ะถ้าไม่ใช่ญี่ปุ่น ตามมาเที่ยวกันเยอะ ๆ นะเรารออยู่