Sightseeing Spot Along the EIZAN Railway, Kyoto, Japan

ด้วยอดีตอันรุ่งโรจน์และความร่ำรวยทางวัฒนธรรม เราไม่แปลกใจเลยที่เกียวโตจะมีโลเคชั่นให้ตามไปเช็คอินอยู่มากมาย ทั้งวัดทอง ศาลเจ้าเสาแดงโทริอิ หรือป่าไผ่อาราชิยาม่า แต่สำหรับใครที่อยากเพิ่มเช็คลิสต์ใหม่ แบบยังไม่ป๊อปมากในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ปังไม่ไหวได้รับความสนใจจาชาวญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม ทางเราขอแนะนำให้รู้จักกับ “EIZAN Railway” เส้นทางรถไฟที่จะนำพาเราโลดแล่นไปในย่านโลคอลแบบออริจินอลเจแปนนิส โดยมีปลายทางอยู่ที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์บนตอนเหนือของเมืองเกียวโต ซึ่งเดย์ทริปรอบนี้เราขอพาไปอินไซด์กันที่ 2 จาก 17 สถานี งานนี้การันตีได้เลยว่าทุกคนจะต้องตกหลุมรักญี่ปุ่นอีกครั้งแน่นอน …

slotxo

ห่างจากเมืองเกียวโตเพียง 30 นาที เราก็จะพบกับ อิชิโจจิ (Ichijoji) ย่านที่อยู่อาศัยที่มีสมญานามว่า Ramen Town เพราะที่นี่เค้ามีร้านราเมงทั้งสไตล์ร้านอาหารไปจนถึงร้านแบบสตรีทฟู๊ดให้เลือกหม่ำกันจนตาลาย ซึ่งนอกจากร้านราเมงแล้วตลอดสองข้างทางของถนน Manjuin ที่อยู่ติดกับสถานีอิชิโจจิก็ยังเต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่สุดน่ารัก แน่นอนว่าหากใครที่อยากมีวันว่างว่างแบบชิว ๆ อยากสัมผัสวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นแบบเรียล ๆ ต้องลองมาที่นี่เลย

วันนี้เราเลยรับบทเป็นคนท้องถิ่น โดยมโนว่าเปิดประตูออกจากบ้านในย่านนี้แล้วไปนั่งเพิ่มความสดชื่นให้สายวันใหม่กันที่ Akatsuki Coffee ร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ตกแต่งแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่น เรียกได้ว่าสำเนาถูกต้องของความมินิมอลจริง ๆ ตัวร้านเน้นสีฟ้าขาวกับเฟอร์นิเจอร์ไม้แท้ ที่มีโต๊ะเพียงสี่ชุดกับที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์อีกเพียงสี่ที่เท่านั้น แค่เริ่มต้นวันก็ทำให้เรารู้สึกถึงความเรียบง่ายในแบบฉบับของคนญี่ปุ่นแล้ว

พอเปิดประตูเข้าไปกลิ่นขนมปังที่อบสดใหม่และกลิ่นหอมของกาแฟก็ลอยมาเตะจมูก จะรอช้าอยู่ทำไมเรารีบจัดแจงหาที่นั่ง และสั่งกาแฟดริปที่อาจจะต้องรอนานสักหน่อยเพราะเขาทำใหม่แก้วต่อแก้ว กาแฟที่เราได้จึงหอมละมุน ยิ่งได้ทานคู่กับชิฟฟ่อนเค้กที่ท็อปปิ้งด้วยครีมสดและเชอร์รีลูกโตไปด้วยบอกเลยว่าฟินสุดจ้า ชิมเค้กสักนิดดื่มกาแฟสักหน่อย อัพสเตตัสนิดนึง ฟังเพลงเบา ๆ นั่งมองคนเดินไปเดินมาแบบเพลิน ๆ คือดี นี่แทบไม่เห็นนักท่องเที่ยวเลยนะ ส่วนมากมีแต่คนท้องถิ่นมากันจริง ๆ แถวนี้เลยไม่ค่อยจะวุ่นวายมากนัก

ออกจากร้านกาแฟก็เดินต่อมาใช้เวลาช้า ๆ ง่าย ๆ ที่ KEIBUNSHA : BOOKS, GIFTS and SOMETHING FOR LIFE ถ้าจะให้บอกว่าร้านนี้เป็นร้านอะไรกันแน่ ก็คงต้องตอบกลับไปแบบกำปั้นทุบดินว่าตามชื่อของมันนั่นแหละ คือ หนังสือ ของขวัญ และอะไรอีกหลายอย่างสำหรับการดำเนินชีวิต แค่ฟังดูก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์ศิลปินเลยใช่ไหมล่ะ ก็นั่นแหละอารมณ์ของร้านนี้ ภายในร้านจะถูกแบ่งออกเป็น 4 โซน ที่สามารถเดินเชื่อมต่อถึงกันได้หมด คือ Keibunsha Bookstore, Keibusha Ichijoji Shop, Keibunsha Cottage และ Keibunsha Gallery Enfer

เมื่อเดินสำรวจภายในร้าน … เราก็พบสินค้ามากมายที่ล้วนทำให้ชีวิตมีความสุนทรีย์มากขึ้น โดยเฉพาะโซนหนังสือที่นอกจากจะประกอบด้วยหนังสือที่ให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไปแล้ว ยังมีหนังสือหน้าปกสวยงามที่เหมาะแก่การเอาไปวางประดับตู้หนังสืออีกด้วย แต่กิมมิคที่ทำให้ชีวิตนั้นมี Something for Life มากขึ้น เราต้องยกให้การแนะนำหนังสือในแบบที่เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน นั่นก็คือเราจะได้เห็นเพียงประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวเกี่ยวกับหนังสือแต่ไม่เห็นปก และหากประโยคไหนถูกใจเค้าถึงจะเอาหนังสือเล่มนั้นออกมาให้เรา เก๋มากนาจา …

xoslot

นอกจากนี้ในร้านยังมีสินค้าทำมือ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ โปสการ์ด ของตกแต่งบ้าน รวมถึงมีพื้นที่สำหรับการจัดแสดงศิลปะรูปแบบต่าง ๆ ให้ศิลปินท้องถิ่นได้เช่าเพื่อโชว์ผลงานอีกด้วย ถือเป็นอีกโลเคชั่นวันธรรมดาในย่านที่ไม่วุ่นวายที่ตอบโจทย์เรามาก ๆ

ดื่มด่ำดำดิ่งจนล่วงเลยมาถึงเวลาเที่ยง บนถนน Higashi Oji-dori Ave ที่มีร้านราเมงอยู่มากกว่า 20 ร้าน หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่าที่นี่คือสมรภูมิของราเมงก็ว่าได้ ซึ่งแต่ละร้านที่ตั้งอยู่ใกล้กันบ้างห่างกันบ้างต่างก็ฟาดฟันกันด้วยกิมมิคที่แตกต่างกันออกไป บ้างสู้ด้วยเส้นทำมือ บ้างสู้ด้วยน้ำซุปเข้มข้น ตามแต่จะรังสรรค์ ซึ่งถ้าเราจะลองให้ครบทุกร้านก็คงต้องใช้เวลาหลายวัน เราเลยขอลิสต์มาเพียงสี่ร้านเด็ดอันได้แก่ Ichijoji Boogie, Takayasu, Ikedaya และ Menya Gokekei ที่หาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ต และ YouTube

ร้านแรกที่เราจะไปพิสูจน์ความอร่อยก็คือร้าน Ichijoji Boogie ร้านนี้เป็นร้านเล็ก ๆ ที่พอเปิดประตูบานเลื่อนเข้าไปก็จะเจอกับเคาน์เตอร์ตัวแอล ที่มีพ่อครัวหนึ่งคนยืนกำกับดูแลอยู่ และเมนูเด็ดของที่นี่ก็คือราเมงแยกน้ำ เพราะปกติเราเคยเห็นแต่โซบะแยกน้ำ หมี่เย็นอะไรพวกนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เราจะได้ลองราเมงแบบนี้

วิธีการเสิร์ฟเค้าก็จะมาแบบแยกเส้นแยกน้ำตามชื่อ ซึ่งจะกินแบบเอาเส้นไปชุบในน้ำหรือเอาน้ำมาราดในเส้นก็ได้ทั้งสองอย่างไม่ผิดกติกา ซึ่งหลังจากลองชิมแล้วต้องบอกเลยว่ามงลงมาก เส้นเหลือง ๆ อวบ ๆ จืด ๆ นั้นเข้ากันได้ดีกับน้ำซุปเค็ม ๆ ที่แสนเข้มข้นและหมูชิ้นโตหนานุ่ม เป็นความละมุนละไมที่เราร๊ากกกก (แต่เรื่องความอร่อยอ่ะเนอะ ฟันธงยาก มาลองเองดีที่สุด)

ร้านต่อมาที่เรียกว่าฮอตฮิตคิวยาวเว่อร์ในช่วงพีค ๆ เช่นมื้อกลางวัน จนเราต้องรอชั่วโมงกว่า ๆ ถึงจะได้เข้าไปนั่ง จนถึงกับคิดในใจว่าถ้าไม่อร่อยจะโกรธมาก ก็คือ Menya Gokekei ร้านที่มีเมนูแนะนำคือ Toridaku The Original, Kurodadu Homemade Garlic Oli และ Akadaku Red Peppers เมนูที่เราสั่งมานั่นเอง

แค่เห็นหน้าค่าตาก็รู้สึกได้ถึงความเผ็ดในทันที แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้เผ็ดมากขนาดพริกบ้านเรา แต่ก็ช่วยให้คลายความเลี่ยนได้เป็นอย่างดีจากเจ้า Red Peppers ส่วนความพิเศษที่ทำให้ร้านนี้ขายดิบขายดีก็คือน้ำซุปของทุกเมนูที่มีความข้น ข้นมาก ข้นคล้าย ๆ กับน้ำราดหน้าบ้านเรา และเพราะเจ้าน้ำซุปข้น ๆ เนี่ยแหละ ทำให้รสชาติของซุปเกาะเส้นได้ดีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเคี้ยวคำไหนก็อร่อยไม่มีตกจนหมดชาม อิ่มจุก … งานนี้เราเลยต้องขอยกธงขาวให้กับร้านราเมงอีกสองร้านที่เหลือไปก่อน แต่รับรองว่าครั้งหน้าเราจะกลับมาเก็บลิสต์ที่เหลืออย่างแน่นอน

ระหว่างเดินเล่นบนท้องถนนที่ผู้คนใช้ชีวิตช้า ๆ ไม่เร่ง ไม่รีบ เหมือนเมืองใหญ่ ๆ เราก็เจอกับประตูไม้สีน้ำตาลเข้มที่เห็นคนเดินเข้าออกไม่ขาดสายของร้าน Coffee House Parrot คาเฟ่โบราณขนาดน่ารัก ที่พอเปิดประตูเข้าไปก็เจอกับคุณตาหน้าเปื้อนยิ้มในบรรบรรยากาศร้านที่ตกแต่งได้วินเทจสุด ๆ กำลังวุ่นทำอาหาร ดริปกาแฟ ให้กับลูกค้าในร้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป

กินคาวไม่กินหวานล้างปากมันก็คงรู้สึกแปลกๆ อยู่ไม่น้อย สำหรับคนไทยบ่ายแก่ๆ แบบนี้จึงเป็นฤกษ์ดีของ Afternoon Tea ที่จะทำให้ชีวีได้รับคาเฟ่อีนแบบหรูหรา และจากร้านราเมงเราก็แวะเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ ทิศมาเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ร้าน Mushiyashinai (648471) ร้านสีครีมเรียบง่ายที่แฝงสไตล์เก๋ไก๋ไว้ตั้งแต่ชื่อร้าน นางคือร้านขนมหนึ่งเดียวในโลกที่รังสรรค์ขนมทุกชิ้นขึ้นมาจากส่วนผสมของนมถั่วเหลืองแทนนมวัว เพื่อต้องการให้ผู้ที่แพ้นมวัวสามารถทานขนมได้อร่อยไม่แพ้กับสูตรปกติ และสำหรับเราที่ไม่ได้แพ้อะไรเลยก็ยังต้องขอยกนิ้วให้กับความหอมอร่อยของขนมที่ทำมาจากนมถั่วเหลือง

ภายในร้านเน้นการตกแต่งให้ดูโปร่งโล่งสบายจากสีครีมและเฟอร์นิเจอร์ของไม้ที่เพิ่มความอบอุ่นได้อย่างดี ส่วนเมนูขนมก็มีหลากหลายรูปแบบทั้งทาร์ตสตรอว์เบอร์รี เค้กครีมสด ขนมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม และเครื่องดื่มอีกหลายชนิด แต่ที่เราเลือกมาลองก็คือชาเขียวร้อนกับเค้กพีชที่ทำให้ช่วงบ่ายอย่างนี้มีความสดชื่นขึ้นทันตาเห็น ส่วนใครที่อยากจะกินแบบจุใจเค้าก็มีให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยเหมือนกัน

เต็มอิ่มกับความเรียบง่ายของย่านที่คนอยู่อาศัยจริง ๆ เราก็นั่งรถไฟต่อไปที่สถานีเกือบสุดท้าย Kibuneguchi Station จากนั้นนั่งบัสเบอร์ 33 จนสุดสาย เพื่อไปยัง Kifune Shrine ศาลเจ้าของเทพเจ้าแห่งน้ำที่ถูกก่อตั้งขึ้นมากกว่า 1,600 ปี โดยมารดาของปฐมกษัตริย์แห่งญี่ปุ่น ที่มีความประสงค์จะสร้างศาลเจ้าขึ้นซักแห่งหนึ่ง โดยใช้วิธีการล่องเรือไปตามแม่น้ำ และเมื่อใดก็ตามที่เรือหยุดเป็นจุดสุดท้ายจะถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของศาลเจ้า และมันก็มาหยุดอยู่ที่เมืองเกียวโตนี่เอง ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เหล่าเจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้องกับน้ำไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเหล้า น้ำชา ราเมงต่าง ๆ นิยมมาไหว้ รวมไปถึงผู้ที่ต้องการขอเรื่องความรักที่นี่ก็โด่งดังไม่แพ้กันเด้อ

นอกจากความศรัทธา ทั่วทั้งบริเวณศาลเจ้าก็ยังมีมุมถ่ายรูปที่สวยงามอยู่มากมาย แม้แต่ทางเดินที่จะนำเราขึ้นไปยังตัววัดที่อยู่บนเขาก็จะมีเสาเล็ก ๆ ด้านบนวางโคมไฟสามเหลี่ยมที่คล้าย ๆ ศาลเจ้าเล็ก ๆ อยู่ตลอดทาง จึงเป็นอีกหนึ่งกิมมิคที่ไม่ควรพลาด

แต่จุดที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์มากที่สุดก็คือ Sacred Water บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเกิดจากธารน้ำใสสะอาดบนยอดเขา Kibune ที่นี่เราสามารถตักน้ำดื่มเพื่อดับกระหายหายและอธิษฐานให้สมปรารถนาได้

Fortune by Water กิมมิคสุดน่ารักที่เราอยากให้แกลอง โดยเริ่มจากซื้อใบเซียมซีที่จุดขายข้าง ๆ เมนฮอลล์ แล้วเอาเซียมซีที่ไม่มีตัวอักษรอะไรเลยมาหย่อนลงในอ่างเล็ก ๆ รอสักครู่ให้น้ำไหลผ่านและซึมซับเข้าสู่กระดาษ เราจึงจะเห็นคำพยากรณ์ที่เกี่ยวกับการงาน ความรัก สุขภาพ และความปรารถนา ดังนั้นอย่าลืมเก็บรูปไว้ก่อนที่กระดาษจะหายไปซะล่ะ แล้วถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็ไม่ต้องกังวลไป เค้ามีคิวอาร์โค้ดให้เราได้สแกนผ่านแอปพลิเคชันที่จะแปลคำพยากรณ์ออกมาเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาเกาหลี รวมถึงมีคำพยากรณ์แบบเสียงแนบมาให้ด้วยนะ ไฮโซโก้เก๋ไปอีก

เครดิตฟรี

เที่ยวกันแบบฉ่ำใจจนหมดวัน เราเลยขอปิดทริปกันที่ย่านนี้ ณ ถนนด้านหน้าศาลเจ้า เส้นทางที่ชิวแบบเกินเรื่องเกินเบอร์และให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และในช่วงฤดูร้อนแบบนี้เราจะได้เห็นเด็ก ๆ สาว ๆ ใส่ชุดกิโมโนโนทัดดอกไม้สีสวยหวานเดินเล่นผ่านไปผ่านมาหลาย 10 คน ยิ่งเพิ่มความรู้สึกแบบญี่ปุ่นเข้าไปอีก แถวนี้จะมีเรียวกังให้เลือกประมาณสามสี่แห่ง ใครมีเวลาว่าง และอยากจะมานอนรับฤดูร้อนก็เหมาะ

แต่ถ้าใครมีเวลาแค่เช้าไปเย็นกลับแบบเราก็สามารถนั่งชิวเล่นที่กลางแม่น้ำ Kibune River แม่น้ำที่ไหลจากบนยอดเขาเข้าสู่ย่านชุมชน ที่เราสามารถลงไปนั่งกลางแม่น้ำฟังเสียงนก เสียงไม้ เสียงน้ำ เสียงธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่ง Exclusive สำหรับฤดูร้อนเพียงฤดูเดียวเท่านั้น พอหมดเสียงจิ้งหรีด เค้าก็จะเก็บที่นั่งให้เหลือแค่ในร้านตามปกติเท่านั้น ถือเป็นการปิดทริปของวันในแบบที่ใฝ่ฝันได้ดีมากเลยจ้า

โอ้โห ดีงามน้ำตาไหล ขอแชร์ได้ไหม … สำหรับรถไฟสายโลคอลที่มีชื่อว่า EIZAN Railway เพราะนี่แค่เพียง 2 จาก 17 สถานียังปังปุริเย่ได้ขนาดนี้ ลองคิดดูว่าถ้าพวกเธอได้ค่อย ๆ สัมผัสบรรยากาศ พร้อม ๆ กับหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ร้านอาหารในตำนาน คาเฟ่โดน ๆ ในแต่ละสถานีรถไฟของรถไฟสายนี้ รับลองว่าเกียวโตครั้งต่อไปของเธอจะต้องสดใสและไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน

สล็อต xo