เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เที่ยวจีน ชิคกว่าที่คิด

ซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเจริญพีคที่สุดของจีน เป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังเป็นเมืองอันดับแรกของนักท่องเที่ยวหลายคนที่อยากมาสัมผัสความเจริญของจีนที่ได้ยินกันมานาน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีเรารวมอยู่ด้วยนั่นแลลล ฮ่าๆ ซึ่งพี่จีนเค้าจะเซอร์ไพรส์เรามากขนาดไหน ของแบบนี้เราอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสเอง แล้วความคิดต่อประเทศจีนแบบเดิมๆจะเปลี่ยนไปแน่นอน เพราะจีนนั้น เราสามารถเที่ยวแบบชิคๆมากกว่าที่คิดเด้อ ฮ่าๆ ไป.. ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้แบบรู้จีนรู้ใจกันดีกว่า!

slotxo

Go to top
บินตรงเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) แบบรู้จีนรู้ใจไปกับ Thai AirAsia X
ทริปเซี่ยงไฮ้ทริปนี้ ก๊อตเลือกบินแบบรู้จีนรู้ใจไปกับกับ Thai AirAsia X ที่มีไฟลท์บินตรงทุกวันจาก กรุงเทพ (ดอนเมือง) ไปยังมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเวลาบินเค้าค่อนข้างดีพอสมควรเลยนะ ออกจากดอนเมืองเวลา 0.15am (เที่ยงคืนกว่า) ถึงเซี่ยงไฮ้ตอน 5.30am (ตีห้าครึ่ง) ทำให้เราเที่ยวต่อได้สบายแบบเต็มวันในวันแรกได้เลย

ไฟลท์บิน Thai AirAsia X กรุงเทพ (DMK) เซี่ยงไฮ้ (PVG) ใช้เครื่องบินรุ่น Airbus A330-300 โดยแผนผังที่นั่งแยกเป็น 3-3-3 เครื่องใหญ่ นั่งสบาย แอร์และสจ๊วตคนไทยน่ารัก ที่พร้อมดูแลผู้โดยสารอย่างดี เมนูอาหารมีให้เลือกแยะให้เลือกซื้อบนเครื่อง ซึ่งเราแนะนำให้ซื้อพร้อมแพ็กสุดคุ้มตอนจองตั๋วเพิ่มไปเลย จะได้ทั้งน้ำหนักกระเป๋า 20 kg อาหารร้อนๆรองท้อง เลือกที่นั่งก็ได้จะนั่งติดแฟนติดหน้าต่างก็สบาย แล้วยังมีประกันการเดินทาง ในราคาที่ถูกกว่าซื้อแยกอีก คุ้มแบบนี้ไม่แนะนำไม่ได้แล้วววว งื้อ

บอกเลยว่าสายการบินไทยแอร์เอเชีย มีรูทบินตรงไปยังประเทศจีนมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เซี่ยงไฮ้ ซีนอาน คุณหมิง ฉงชิ่ง ฉางชา ซัวเถา และเส้นทางอื่นๆอีกมากมาย ใครสนใจบินแบบรู้จีนรู้ใจ แนะนำให้เข้าจองตั๋วได้เลยที่

เดินทางเข้าออก สนามบิน เมืองเซี่ยงไฮ้
จาก สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ ผู่ตง (Shanghai Pudong International Airport) จริงๆ มีตัวเลือกมากมายในการเข้าเมืองเลยแหละ ไม่ว่าจะเป็น Airport Bus, Taxi, รถไฟใต้ดิน และรถไฟความเร็วสูง Maglev ส่วนตัวนี่เลือกใช้รถไฟความเร็วสูง Shanghai Maglev Train ซึ่งเราสามารถนั่งเข้าเมืองได้ ถึงสถานี Longyang Road Station ภายในเวลาแค่ 8 นาที จากนั้นนั่งรถไฟใต้ดิน ต่อเข้าไปยังใจกลางเมืองต่อนั่นเอง ซึ่งวิธีนี้ Maglev + รถไฟใต้ดิน เราจะใช้เวลาเดินทางแค่ 30-40นาที ใช้เวลาน้อยกว่าการเข้าเมืองโดยใช้รถไฟใต้ดิน อย่างเดียว ที่ใช้เวลา 60 นาทีขึ้นไปนั่นเองเด้อ ใครที่รีบและต้องทำเวลา แนะนำเลย แต่ถ้าใครไม่มีปัญหาเรื่องเวลา จะนั่งรถไฟใต้ดิน หรือนั่ง Airport Bus ก็ได้ เราจะประหยัดเงินไปเยอะมาก แต่ไม่ประหยัดเวลาเด้อ 5555555

Shanghai Maglev Train นี่ถือเป็นรถไฟ Maglev ที่เร็วที่สุดในโลกตอนนี้ วิ่งได้สูงสุด 430 กม./ชม. (แต่วิ่งจริง 300 กม./ชม.) ราคาขาเดียว 50 หยวน / ราคาไป-กลับ 80 หยวน ซื้อได้จากเคาท์เตอร์หน้าสถานที Shanghai Maglev Train โดยเที่ยวแรกของวันจากสนามบิน คือ 7.02 น. ถ้าเราบินไฟลต์ กรุงเทพ-เซี่ยงไฮ้ ด้วย Thai AirAsia X อาจจะต้องรอหน่อยนึง เพราะจะมาถึงช่วงประมาณ 5.30am แต่กว่าจะผ่านด่าน ตม. และรับกระเป๋า เรายังพอมีเวลาแบบไม่ต้องรีบ สามารถใช้ Shanghai Maglev Train รอบแรกได้ทันแบบชิลๆ เลย เริ่ด
Go to top
เซี่ยงไฮ้วันแรก : วัดจิ้งอาน (Jing’an Temple)
ที่เที่ยวแรกหลังจากเราฝากกระเป๋าเดินทางกับที่พักเรียบร้อยแล้ว เรามาโผล่กันที่ วัดจิ้งอาน (Jing’an Temple) โดยเราสามารถมาได้ด้วยการนั่งรถไฟใต้ดิน แล้วมาลงที่สถานี Jing’an Temple ได้เลย ราคาเข้าวัดนั้นอยู่ที่คนละ 30 หยวน ซื้อบัตรแล้วเดินเข้าวัดโลด

xoslot

จะว่าไป วัดจิ้งอาน (Jing’an Temple) นี่ที่ถือเป็นวัดสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ มีประวัติยาวนานมากกว่า 780 ปี คือมีมาก่อนที่จะมีเซี่ยงไฮ้อี๊กก แถมวัดนี้ยังมีประวัติโชกโชนทั้งเคยกลายเป็นโรงงานพลาสติก และถูกเผาทำลายในปี 1972 ช่วงสมัยปฎิวัติวัฒนธรรมจีน (Chiness Cultural Revolution) และถูกสร้างใหม่ใน 1984 และรีโนเวทมาเรื่อยๆจนเสร็จเหมือนปัจจุบันในปี 1990 ที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าสนใจของ วัดจิ้งอาน (Jing’an Temple) ที่ทำให้เราอยากมาเยี่ยมเยียนเลยคือ สถาปัตยกรรมของวัดในรูปแบบคอมเพล็กซ์ รูปปั้นพระศรีศากยมุนีหยกขาวบริสุทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน และระฆังทองแดงเก่าแก่ที่สร้างในสมัยราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty : 1368-1644) นั่นเอง

ส่วนตัวค่อนข้างชอบกับวัดนี้แหละ สถาปัตยกรรมมีความสวยงามคอนทราสกับห้างและตึกรอบๆด้านที่มีความโมเดิร์น แถมที่นี่ยังเงียบสงบ ได้ไหว้พระรวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะเริ่มทริปเซี่ยงไฮ้แบบจริงจังเด้อ

Seesaw Coffee (ปิดแล้ว)
สำหรับใครที่เซิร์จจากเนตว่ามีคาเฟ่เก๋ชื่อ Seesaw Coffee ในเซี่ยงไฮ้ละก็ ‘มันปิดแล้วนะจ๊าาา’ ด้วยความที่หามาจากเน็ตว่ามันกิ๊บเก๋และถ่ายรูปสวยมาก อีกทั้งโลเคชั่นของคาเฟ่อยู่ไม่ไกลจากวัดจิ้งอาน (Jing’an Temple) เท่าไหร่ ก็เลยตั้งมั่นปักหมุดว่าจะไป จนวันที่ได้ไปจริงๆนั่น มีลุงแก่เดินมาถามด้วยภาษาจีนที่เราฟังไม่รู้เรื่อง แต่เดาจากเหตุการณ์คงถามว่า ‘มาทำไร หาอะไรอยู่?’ นี่ก็บอกคาเฟ่ๆ ลุงก็ชี้บอกว่า มันเจ๊งไปแล้วจ๊าาา อ้าววว 55555555555555 /ป้าย Seesaw Coffee ยังติดอยู่หน้าตึกอยู่เลย ลุงเอ้ยยยย ฮือ

ด้วยความหิวโหย นี่จึงออกและรีบมุดหน้าไปยังร้านอาหารต่อไปโดยการเสิร์ชจาก Tripadvisor กันนั่นเอง ระหว่างทางที่เดินเลียบถนนไปนั่น นี่จะบอกว่าถนนเส้นนี้สวยมากกกกกก มันไม่มีความเป็นจีนเลยอ่ะแกร ฟีลลิ่งเหมือนเดินเล่นอยู่ยุโรปเบาๆ ด้วยบรรยากาศตึกรามบ้านช่อง ความหนาวๆ และต้นไม้ที่ผลิออกหมดจนไม่มีใบ บรรยากาศตอนนั้นมันดีย์สุดๆ ช่วยดับความโมโหหิวได้เยอะเลยล่ะ 55/ เดินแปปๆ เราก็ถึงร้านอาหารแล้ว เย่

Go to top
ฟู่ชุ่นเสี่ยวหล่ง (Fuchun Xiaolong)
ฟู่ชุ่นเสี่ยวหล่ง (Fuchun Xiaolong) เป็นร้านเสี่ยวหล่งเปาราคาไม่แรงที่ค่อนข้างดังและมีอันดับต้นๆใน Tripadvisor แหละ เนื่องจากร้านนี้มันอยู่ไม่ไกลจาก วัดจิ้งอาน (Jing’an Temple) และ Seesaw Coffee (ที่ปิดไปแล้ว) มากเท่าไหร่ นี่เลยขอมาแวะฝากท้องกันที่นี่ซักหน่อย

บอกก่อนว่าฟู่ชุ่นเสี่ยวหล่ง (Fuchun Xiaolong) ร้านนี้คนเยอะมากกก ระบบของร้านนี้คือ ให้เราสั่งที่เคาท์เตอร์แล้วไปหาที่นั่ง จากนั้นที่หนิบกระดาษที่มีเลขโต๊ะ หนีบใบเสร็จสั่งอาหารให้กับพนักงานเลย แล้วเค้าาจะมาเสิร์ฟให้เรา ซึ่งอาหารจานเด็ดที่คนชอบสั่งเลยคือ เสี่ยวหล่งเปาและบะหมี่นั่นเองจ้าาาา

ด้วยความป้ายเมนูตรงเคาท์เตอร์มีแต่ภาษาจีน ส่วนเมนูภาษอังกฤษก็ชวนงงมาก เพราะไม่มีรูปเลย นี่ก็เลยสั่งอาหารจากรูปที่เค้ารีวิวกันใน Tripadvisor รวมถึงชี้ๆจานที่ดูน่ากินจากโต๊ะในร้าน เอ้อออ ป่วงมากเวอร์ สรุปสุดท้ายคือ สั่งมาหลายจานเลย ทีนี้ชื่อเช่ออะไรนี่ไม่รู้จริงๆ ใครที่อยากจะมากินที่นี่แบบก๊อต แนะนำให้เซฟรูปเอาแล้วไปโชว์เค้าที่หน้าเคาท์เตอร์ได้เลยจ้า อันที่ลงรูปในรีวิวนี้ คือผ่าน รสชาติโอเค 5555555555

เดอะบัน (The Bund)
หากใครที่เคยได้ยินว่าเซี่ยงไฮ้นี่เหมือนยุโรปในบางมุม ซึ่งนี่ก็จะบอกว่า ความยุโรปในเซี่ยงไฮ้นั้นตั้งอยู่ตรง เดอะบัน (The Bund) นี่เองแหละจ้า ซึ่งเราสามารถมาเดินมาได้ง่ายๆจากรถไฟใต้ดินสถานี Nanjing East Road หรือถ้าใครที่เดินเล่นช้อปปิ้งที่ ถนนคนเดินหนานจิง (Nanjing Road Pedestrian Street) อยู่ เราสามารถเดินต่อมายังที่ เดอะบัน (The Bun) เพื่อสัมผัสความเป็นยุโรป และเห็นสกายไลน์ย่านธุรกิจ ลูเจียจุ้ย (Lujiazui) ของเซี่ยงไฮ้ได้จากฝั่งนี้นี่เอง ซึ่งถ้าใครที่มาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ครั้งแรก ต้องปักหมุดไว้เลย เพราะถ้ามาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ แล้วไม่ได้มาเห็นจุดนี้ ถือว่าไม่ได้มาสัมผัสไฮไลท์เซี่ยงไฮ้ของจริง!

เครดิตฟรี

ความยุโรปของ ย่านเดอะบัน (The Bund) นั้น มาจากสถาปัตยกรรมของตึกจำนวน 52 ตึกในสไตล์ ‘นิยมสรรผสาน (Eclecticism)’ ที่ผสมผสานสถาปัตกรรมหลายรูปแบบ ตั้งเรียงกันยาวมากกว่า 1 กิโลเมตรเลียบกับแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River) นั่นเอง ตึกพวกนี้ส่วนมากจะเป็นที่อยู่ของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าสำคัญของจีน หนึ่งในนั้นมีธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ประจำเซี่ยงไฮ้ของไทยเราด้วย น่าภูมิใจจริงๆ ฮ่า

สำหรับการเที่ยว เดอะบัน (The Bund) ของทุกคน ก็จะมาดูวิวสกายไลน์เซี่ยงไฮ้ฝั่งตรงข้ามนั่นแหละ จากนั้นก็เดินดูตึกต่างๆ ส่วนตัวนี่คิดถึงฮ่องกงเล็กๆ ตรง Avenue of Stars ที่เราสามารถมองสกายไลน์เมืองฮ่องกงอีกฝั่งงี้ ที่ฮ่องกงตึกจะแน่นกว่าเยอะมาก แต่เซี่ยงไฮ้ตึกจะสูงกว่า โมเดิร์นกว่านั่นเอง

ย่านลู่เจียจุ่ย (Lujiazui)
จาก เดอะบัน (The Bund) ฝั่งผู่ซี (PuXi ) นั่งเรือข้ามมายัง ฝั่งผู่ตง (PuDong New District) กับ ย่านลู่เจียจุ่ย (Lujiazui) ที่เป็นที่ตั้งของสัญลักษณ์เมืองเซี่ยงไฮ้อย่าง หอไข่มุกตะวันออก (Oriental Pearl Tower) และตึกการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนอย่าง ตึกเซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) และตึก Shanghai World Financial Center : SWFC บอกเลยว่าตรงนี้แหละคือย่านที่เราสามารถเห็นความเจริญสุดขีดขั้นสุดของจีน อลังการงานสร้างมากกก

ที่น่ามาเดินคือ วงเวียนหมิงจู (Mingzhu) หลังจากเราข้ามฟากด้วยเรือมาแล้ว เราจะต้องเดินย้อนมาหน่อยทาง หอไข่มุกตะวันออก (Oriental Pearl Tower) ตรง วงเวียนหมิงจู (Mingzhu) นี้เราสามารถเห็นทุกตึกได้จากวงเวียนนี้เลย จะบอกว่ามันยิ่งใหญ่มาก เราจะได้เห็นทุกตึกมีชื่อที่ได้บอกไป และได้เห็นความล้ำสมัยของเซี่ยงไฮ้แหละ // อันนี้อยากบอกเอง ห้างใหญ่ๆที่ชื่อ Super Brand Mall ตรงวงเวียนนี้ นี่เป็นห้างของคนไทยนาจา สังเกตได้หน้าห้างจะมีธงชาติไทยอยู่ โคตรเจ๋ง

จาก วงเวียนหมิงจู่ (Mingzhu) เราสามารถเดินบนสกายวอร์คได้เรื่อยๆ ไปยังตึกต่างๆของ ย่านลู่เจียจุ่ย (Lujiazui) นั่นเอง ซึ่งที่ๆเราจะไปนั้น คือ เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) เด้อ ระหว่างทางบนสกายวอร์ค มีบางมุมที่เราสามารถถ่ายรูปกับพวกตึกนี้ได้เลยแบบชิคๆ

เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower)
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ตึกสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลก นั่นคือ เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง โดยจุดหมายของเซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) คือ เราจะขึ้นไปดูวิวเมืองเซี่ยงไฮ้จากจุดชมวิว Observation Desk ด้านบน โดยเราสามารถเดินสกายวอร์คมาได้เรื่อยๆจากวงเวียนหมิงจู่ (Mingzhu) เลย ซึ่งกว่าจะเดินมาถึง เวลาเริ่มเย็น ฟ้าปิด ฝนปรอยๆ ฟ้าหม่นๆ นี่เลยทำใจไว้แล้วว่าขึ้นไปด้านบน ด้านบนต้องมองอะไรไม่ค่อยเห็นแน่ๆ 5

สำหรับตั๋วขึ้นดู เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) นั้น ก๊อตซื้อล่วงหน้ามาจากไทยแล้วผ่าน Klook โดยเราสามารถยื่นเวาเชอร์ในแอพมือถือที่ตรงหน้าเคาท์เตอร์ได้เลย สะดวกสบายเว่อร์ ใครสนใจ
ทีนี้เมื่อเราได้ตั๋วมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เราขึ้นลิฟท์กระโดดไปที่ชั้น 118 โลด จากนั้นเราสามารถเดินวนเป็นวงกลมเพื่อดูวิวเมืองเซี่ยงไฮ้ได้เลย โดยช่วงที่ก๊อตไปค่อนข้างที่จะเย็นมากแล้ว แถมหมอกลงหนาจัด ฟ้าปิด ทำให้มองอะไรไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่

ซึ่งนี่ก็อยู่ตรงนั้นเป็นเป็นชั่วโมงเหมือนกัน ตั้งแต่เมืองยังไม่เปิดไฟ จนกระทั่งทั้งหอไข่มุกตะวันออก (Oriental Pearl Tower) เปิดไฟเล่นจังหวะเหมือน Disco Tech พร้อมกับไฟจากตึกต่างๆรอบด้าน ซึ่งนี่บอกเลยว่า เอกลักษณ์ของการเปิดไฟของพี่จีนนี่ไม่เหมือนที่ไหนนาจาก เปิดไฟตึกแบบอลังการงานสร้างประดุจเหมือนแข่งกันเว่อร์ วิบวับๆ แข่งกันสุดริด 5

จากที่เคยขึ้นจุดชมวิวเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ตึก Shanghai World Financial Center : SWFC เมื่อหลายปีก่อน ส่วนตัวคิดว่าตึก SWFC มุมเมืองเซี่ยงไฮ้สวยกว่าแหละ สามารถมองเห็น หอไข่มุกตะวันออก (Oriental Pearl Tower) ได้แบบตรงๆ ตระหง่านสู้กับเดอะบัน (The Bund) เลย ซึ่งนี่จะบอกว่าไม่มีภาพเปรียบเทียบให้ดู เพราะเคยไปตั้งแต่ก่อนเป็นบล็อกเกอร์อีก ใครจะขึ้นดู Observation Deck ลองหารีวิวเปรียบเทียบกันดูว่าจะขึ้นตึกไหน แต่ยังไง การขึ้นมาดูวิวเมืองเซี่ยงไฮ้จากตึกสูง ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องมาดูเมื่อมาเที่ยวแหละ เพราะมันดีงามมาก

วันที่ 2 : เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland)
อีกหนึ่งไฮไลท์ของการมาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ที่ห้ามพลาดสำหรับวัยรุ่น นั่นคือการมาเที่ยว เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland) ซึ่งที่นี่นั้นถือเป็นสวนสนุกดิสนีย์แลนด์แห่งใหม่ล่าสุดของโลกเล้ย ดังนั้น ใครที่ชื่นชอบตัวละครดิสนีย์ หรือชอบเล่นสวนสนุกนี่ต้องมาเลยแหละ และให้เวลากับมันไปเลยหนึ่งวันเต็ม นี่อยู่ตั้งแต่เช้ายันมืดเลยเด้อ

การไปเที่ยว เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland) ที่สะดวกที่สุดคือการซื้อตั๋วล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตัวก๊อตซื้อผ่านเว็บ KLOOK ไปก่อน ซึ่งมันถูกกว่าการซื้อหน้าสวนสนุกแน่นอน อีกทั้งตัว KLOOK เองยังมีส่วนลดประจำเดือนต่างๆอีกด้วย หากใครสนใจดูราคาและซื้

ในวันที่จะไปเที่ยว เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland) นั้น นี่แนะนำให้โหลดแอพของสวนสนุกเลย เพราะเมื่อเราผ่านประตูและได้บัตรเข้ามาแล้ว เราสามารถสแกนโค้ด QR Code จากบัตรลงแอพ จากนั้นสามารถดูแผนที่สวนสนุก เวลารอเล่น รวมถึงกด Fast Pass ผ่านแอพได้ฟรี ซึ่งอันนี้โคตรดีแบบดีย์มากๆ เพราะเราไม่ต้องวิ่งไปกด Fast Pass ตามบูทต่างๆแล้ว กดผ่านแอพโล

สำหรับบัตรเบ่งหรือพวกบัตรลัดคิวในการเข้าเล่นเครื่องเล่นที่ไม่ใช่ Fast Pass นั้น เค้าจะมีให้ซื้อเหมือนกันในแอพ ส่วนตัวจากที่ได้ไปมา จะบอกว่าไม่ต้องซื้อหรอก ตัว Fast Pass ฟรีนั้นก็เพียงพอและทำให้เราเล่นได้ครบแบบไม่ต้องเสียตังค์เพิ่มแล้ย แต่เราควรต้องตั้งนาฬิกาเตือนตัวเองให้กด Fast Pass ทุกสองชั่วโมงเท่านั้น เราไม่สามารถกด Fast Pass ทั้งหมดในครั้งเดียวได้) แค่นี้ก็เก็บครบแล้วแกร๊
สำหรับเครื่องเล่นนั้น อันนี้บอกแบบตามตรงว่า เครื่องเล่นเสียวๆ จะมีไม่มากเท่าไหร่ เพราะที่ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) เค้านั้นจะเน้นความฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้งมากกว่า ซึ่งเด็กๆน่าจะชอบมากกก ส่วนเครื่องเล่นเด็ดที่ห้ามพลาดเลยคือ TRON Lightcycle Power Run, Soaring Over the Horizon, Pirates of the Caribbean Battle for the Sunken Treasure, Roaring Rapids, Seven Dwarfs Mine Train และ Peter Pan’s Flight เด้อออ

ใครอยากอ่านรีวิว เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland) ที่รีวิวแยกทุกเครื่องเล่นแบบละเอียด รวมถึงทำยังไงให้เราเล่นเครื่องเล่นได้ครบทุกตัว คลิกอ่านที่นี่เลย

วันที่ 3 : Shanghai Natural History Museum
หากใครที่เป็นสายชื่นชอบและหลงใหลสัตว์ต่างๆบนโลกใบนี้ นี่อยากจะให้มาเที่ยว Shanghai Natural History Museum มากกกก เพราะที่นี่เป็นมิวเซียมทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในจีน มีการจำลองสัตว์ทุกสายพันธุ์สปีชีส์ที่ในโลกมีมาตั้งแต่ไดโนเสาร์จนถึงสัตว์โลกในปัจจุบัน กว่า 110,000 ชิ้นเลย ซึ่งความอลังการงานสร้างของมิวเซียมนี้ เราจะได้เห็นตั้งแต่เข้ามาในส่วนของ Exibition เลย โดยทั้งหมดนี้เสียค่าเข้าแค่ 30 หยวนแค่นั้นเองอ่ะ คุ้มและดีมากจริงๆอันนี้ ใครพาน้องๆ หนูๆ มาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ บอกเลยว่าต้องพามา น้องต้องสนุกแน่นอน แถมถ้าใครเป็นสายถ่ายรูป ที่นี่ถ่ายรูปแล้วชิคอลังมากนะ ขอบอก

โฟกัสของ Shanghai Natural History Museum จะเน้นเรื่องของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ โดยเค้ารวบรวมคอลเล็คชั่นต่างๆ มากกว่า 240,000 ชิ้น จากสัตว์ พืช ฟอสซิล และแร่ธาตุทั้งหมดจาก 7 ทวีปทั่วโลก จัดแสดงประมาณ 5-6 ชั้น ถ้าจะให้ดูครบหมด บอกเลยว่าใช้เวลาทั้งวัน

Go to top
Starbucks Reserve Shanghai Roastery
Starbucks Reserve Shanghai Roastery ที่เซี่ยงไฮ้นั้น เคยเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักนึงที่ Starbucks เค้าไปเปิด Starbucks Reserve Roastery ที่เซี่ยงไฮ้ โดยสร้าง Starbucks ที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของโลก จนตอนนี้ Starbucks ที่นี่กลายเป็นท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ รวมถึงคนที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ของ Starbucks ที่ไม่เหมือนใครไปเรียบร้อยแล้ว

ถ้าใครเป็นแฟนกาแฟ หรือเป็นแฟน Starbucks ของจริง นี่แนะนำให้มา เพราะว่ารูปแบบร้านอย่าง Starbucks Reserve Roastery นั้น ยังไม่มีในเมืองไทย รวมถึงมีสาขาอยู่แค่ 5 สาขาในโลก คือ ซีแอตเทิล (Seattle) นิวยอร์ค (New York) มิลาน (Milano) เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) และสาขาใหม่ล่าสุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้คือ โตเกียว (Tokyo) นั่นเอ๊งงงง

ที่เก๋ไก๋ของ Starbucks Reserve Shanghai Roastery ด้านในนั้น คือเราจะได้เห็นโรงคั่วและกรรมวิธีผลิตเมล็ดกาแฟ Starbucks ของจริงในร้านแบบคั่วกันสดๆ ซึ่งเครื่องจักรที่เห็นในร้านนั้น สามารถจุได้มากถึง 40 ตันเลยทีเดียว เห็นแบบนี้กลิ่นกาแฟในร้านจึงหอมฟุ้งเชิญชวนให้เราลิ้มลองกาแฟสุดๆ นอกจากการโชว์วิธีการต่างๆในการผลิตเมล็ดกาแฟแล้ว ที่นี่ยังมีจุดโซนขายของ Limited Edition ที่มีขายเฉพาะที่นี่ที่เดียวอีก

บอกเลยว่าใครมาแล้วต้องลองชิมกาแฟ ซึ่งนี่จะบอกว่า อย่าสั่งเมนูธรรมดาอย่าง อเมริกาโน่ ลาเต้ หรือม็อคค่า ธรรมดาแบบบ้านเรานะ นี่แนะนำว่า มา Starbucks Reserve Shanghai Roastery ทั้งที ต้องสั่งกาแฟพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น บอกเลย กาแฟอย่างฟิน ฮ่า

ส่วนใครที่ไม่ใช่สายกาแฟ ที่นี่ยังมีชาหอมๆ จาก Travana Ber และเครื่องดื่มพิเศษอื่นๆ ที่เป็น Barista Recommends อีกด้วย ทั้งหมดของ Starbucks Reserve Shanghai Roastery นี่ดีงามมาก ทั้งได้กินของอร่อย แถมถ่ายรูปยังชิคอย่าบอกใคร

สล็อต xo

สำหรับคนสายอาร์ทที่อยากหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติม จะบอกว่าเซี่ยงไฮ้มีอาร์ทไม่เบา จากการรีโนเวทโกดังเก่าจนเกิดย่าน Creative Space ที่ชื่อว่า M50 Creativity Space ที่รวมบรรดาศิลปินฝีมือเยี่ยมกว่า 100 คนจากทั่วโลก มาเปิดโชว์แสดงผลงาน ขายของเก๋ไก๋ อีกทั้งยังมีคาเฟ่ บาร์และร้านอาหารราคาดีย์ที่น่าไปเยือนเลยแหละ ใครที่อยากมา ให้เรามาลงรถไฟใต้ดินสถานี Jiangning Rd จากนั้น ปักหมุด M50 Creativity Space ใน Google Map แล้วเดินตามทางมาเลย จะใช้เวลาเดินนิดหน่อย

M50 Creativity Space มีอยู่หลายตึกอยู่เหมือนกัน เราสามารถเดินวนเวียนอยู่ในนั้นเพื่อเลือกชมห้องแกลอรี่ต่างๆของศิลปินได้ บางห้องก็เข้าฟรี บางห้องก็เก็บตังค์ หรือบางห้องก็ขายของจากศิลปินเอง นี่บอกเลยว่าดีย์มาก บางห้องเดินเข้าไป คือเห็นศิลปินเค้ากำลังสร้างสรรค์ผลงานกันตรงนั้นเลย

ส่วนตัวคิดว่าที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากแกลอรี่ที่อื่นที่ว่า ศิลปินจัดโชว์เอง และเป็นสถานที่ทำงานของเค้าเองด้วย มันเลยดิบแบบได้อารมณ์ที่สุด เสมือนเราเข้าไปชมผลงานรวมถึงได้เข้าไปในห้องทำงานของศิลปินนั่นด้วย

มีแกลอรีอันนึงใน M50 Creativity Space ที่น่าสนใจมาก นั่นคือ Brownie Art Photography x UNDEF/NE ที่เค้าแสดงผลงานภาพถ่ายจากช่างภาพทั่วโลก แถมด้านในแกลอรี่ยังเปิดคาเฟ่ดีไซน์กิ๊บเก๋ที่น่าไปลองนั่งอีกด้วย

ซึ่งตัวเด็ดที่ต้องสั่งของที่นี่คือ Chocolate Brownie (30 หยวน) ที่อร่อยลงตัว กินคู่กับกาแฟ Roastee Almond Latter (40 หยวน) คือเริ่ดเว่อร์

ถนนคนเดินหนานจิง (Nanjing Road Pedestrian Street)
ที่สุดท้ายในวันนี้นั่นคือการช้อปปิ้งเด้อ ถ้าใครจะช้อปปิ้งแบบเต็มสตรีม นี่จะแนะนำให้มาที่ ถนนหนานจิง (Nanjing Road) ที่มีความยาวกว่า 5.5 กิโลเมตร ยาวตั้งแต่เดอะบัน (The Bund) มาจนถึงแถววัดจิ้งอาน (Jing’an Temple) ถนนเส้นนี้เป็นศูนย์กลางช้อปปิ้งที่ใหญ่และครบที่สุดในเซี่ยงไฮ้แล้วล่ะ ครบเครื่องเรื่องช้อปปิ้งมาก ห้างเยอะเป็นดอกเห็ด ครบทั้งเสื้อผ้า รองเท้า แก็ดเจ็ต ของกิน ของฝาก บลาๆ เลย

ด้วยความที่ ถนนหนานจิง (Nanjin Road) ยาวเว่อร์ ไม่สามารถเก็บหมดได้ ฮ่าๆ นี่เลยจะมาโฟกัสตรงส่วน ถนนคนเดินหนานจิง (Nanjing Road Pedestrian Street) แทน ตรงนี้เค้าจะปิดเป็นถนนคนเดินยาวๆ จากรถไฟใต้ดินสถานี People’s Square ยาวไปสถานี Nanjing East Road เลยเด้อ

บรรยากาศรอบๆ ถนนคนเดินหนานจิง (Nanjing Road Pedestrian Street) นี่ความผสมหลากหลายรูปแบบมาก มีทั้งตึกสไตล์ยุโรป บางอันก็สไตล์จีน หรือบางตึกก็โมเดิร์นไปเลย ถึงใครไม่ช้อปปิ้ง เราจะมาเดินเล่น มันก็ไม่น่าเบื่อ เพราะบางตึกนี่มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง และยังอยู่จนถึงปัจจุบันนี้เลย

ทีนี้ จากที่สำรวจราคามานั้น ผิดคาดมากที่รองเท้าฮิต Adidas และ Nike แพงกว่าไทยอ่ะ (ตอนแรกนึกว่าจะถูกว่า เพราะรองเท้าส่วนมากจะผลิตในจีนงี้) ทีนี้ถ้าคิดจะซื้อล่ะก็ ต้องซื้อของหรือรุ่นที่ไม่มีขายในเมืองไทย ซึ่งก็ให้เลือกเยอะและสวยๆเยอะมากกกก อย่างช้อป Nike และ Adidas ที่ถนนหนานจิง คืออลังการและยิ่งใหญ่เว่อร์วัง นับชั้นได้ประมาณ 3-4 ชั้นเลย // ช้อปใหญ่ Nike และ Adidas จะตั้งประชันหน้ากันตรงปลายถนนคนเดินหนานจิง (Nanjing Road Pedestrian Street) ฝั่งซ้าย ตรงรถไฟใต้ดินสถานี People’s Square เลย

หากใครเป็นขาประจำเสื้อผ้า Fast Fashion ในเครือ Inditex อย่าง Zara, Bershka และ Pull & Bear ตรง ถนนคนเดินหนานจิง (Nanjing Road Pedestrian Street) มีครบทั้ง 3 แบรนด์ นี่ไปดูมาแล้วบอกเลยว่า ถูกว่าเมืองไทยประมาณ 20-25% ฟีลเหมือนซื้อ Zara, Bershka และ Pull & Bear ตอนลดราคาที่เมืองไทยอะไรประมาณนั้นเลย 5

นี่เดินไปหลายชัวโมงมาก เดินเข้าห้างตึกนู่น ออกจากห้างตึกนี่ คือห้างเค้าตั้งแถวเรียงกันเป็นตับเลยเด้อ ถือเป็นย่านที่เดินสนุกอยู่ ใครไม่ช้อปปิ้งเยอะ ก็มาเดินเล่น หรือจะนั่งรถแทรมเล็กๆ เที่ยวดูตึก ดูผู้คนเดินไปมาก็ได้ มันก็ชิลไปอีกแบบเด้อ

วันที่ 4 : The Press by Inno Coffee
เริ่มต้นวันสุดท้ายด้วยการแวะกินข้าวและจิบกาแฟกันก่อนกับร้านอาหารและคาเฟ่ที่มีชื่อเก๋ไก๋ว่า The Press ซึ่งร้านนี้บอกก่อนว่าเป็นหนึ่งในร้านท็อปฮิตที่ชิคมากที่สุดแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้เลยแหละ แถมอาหารอร่อยด้วย! ตั้งอยู่ไม่ไกลจากรถไฟใต้ดินสถานี Nanjing East Road ทางออกประตู 3 เด้อ

สิ่งที่ทำให้ The Press ชิคและน่าสนใจมากกว่าเดิม คือก่อนหน้านี้ที่จะมาเป็นร้าน The Press ในปัจจุบันนั้น ตึกนี้ถูกสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1872 และเป็นตึกที่ทำการของหนังสือพิมพ์รายวัน Shen Bao ที่มีอายุยาวนานที่สุดในจีนแล้วว

หลังจากที่ Inno Coffee ได้ตึกนี้มาทำร้านอาหาร เค้าเลยยังคงบรรยากาศของความเป็นตึกหนังสือพิมพ์อยู่ ซึ่งเค้ามีมีมุม Signature ที่ตกแต่งด้วยการใช้รูปถ่ายสมัยช่วงที่ตึกนี้ยังเป็นสำนักงานหนังสือพิมพ์อยู่ รวมๆกันแล้วกับการตกแต่ง นี่ว่าเค้าทำดีมากเลยแหละ ตกแต่งสวย แอมเบี้ยนดี และมีสตอรี่ด้วย เริ่ดมาก

จาน Entrée อย่าง Mushroom Soup คือหอมอร่อย ส่วน Main Course ที่ได้ลองอย่าง Spaghetti Bolognese ก็อร่อยยย

อีกอันที่เซอร์ไพรส์คือ Seabass Fish & Ship ที่ใส่เนื้อปลากระพงเยอะมากเลยทีเดียว จากตอนแรกที่คิดว่า แป้งจะเยอะ เนื้อปลาน้อยๆ 55555

รวมๆ เรื่องอาหารคือดีย์ แต่ะกาแฟยังคงธรรมดาทั่วไป ส่วนค่าเสียหายทั้งหมด บอกเลยว่าไม่ได้แพงเว่อร์วังเหมือนการตกแต่งร้านเด้อ เราแนะนำให้มา 55555

Go to top
สวนอี้หยวน (Yuyuan Garden)
ออกมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน Yuyuan Station มาถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากมามากคือ สวนอี้หยวน (Yuyuan Garden) ที่เค้าบอกกันว่าเป็นสวนแบบจีนที่ใหญ่และสวยที่สุดในเซี่ยงไฮ้เลยแหละ โดยก่อนที่เราจะเดินถึง สวนอี้หยวน (Yuyuan Garden) นั้น รอบๆข้างจะมี ตลาดอี้หยวน (Yuyuan Market) ด้วย

ถ้าชอบ มาอัพเดททุกทริป โดยการกด Like ที่ Hashcorner Facebook Page หรือลงอีเมลเพื่อรับข่าวสารเดือนละครั้ง ได้เลย!

SUBSCRIBE

ตลาดอี้หยวน (Yuyuan Market) ที่นี่เป็นย่านช้อปปิ้งที่มีตึกรามบ้านช่องในบรรายากาศแบบจีนๆ ที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้เลย คนเยอะม๊ากกก ของกินและของขายเยอะม๊ากด้วย มีของขายทุกแบบคล้ายๆเหมือนสำเพ็งบ้านเรา สามารถซื้อของแถวนี้เป็นของฝากให้ใครต่อหลายคนได้ ซึ่งถ้าใครที่ซื้อของ อย่าลืมต่อราคาด้วยนะเอ้อ อันนี้บอกไว้ 55555

หลังจากที่เราช้อปปิ้งกันเพลิน เดินเล่นกินลมชิมวิวกันเรียบร้อยแล้ว เราจะมาเดินเข้า สวนอี้หยวน (Yuyuan Garden) กันเล้ย ซึ่งจุดเจ๋งๆจุดแรกนั่นคือ สะพานซิกแซ็กที่เราต้องเดินข้ามสระน้ำด้านหน้าสวนที่มีปลาแหวกว่ายเยอะ อีกทั้งมีห่าน 2-3 ตัวที่คอยต้อนรับเราอยู่ด้วย ฮ่าๆ จากนั้นเมื่อข้ามมา เตรียมควักเงินจ่ายตังค์ 30 หยวน ได้เลยเด้อ

สวนอี้หยวน (Yuyuan Garden) นี่ถือเป็นสวนจีนแบบคลาสสิคที่สร้างตั้งแต่ปี 1559 ในราชวงศ์หมิง ถูกสร้างโดยข้าราชชั้นผู้ใหญ่เพื่อให้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวของพ่อของเค้านั่นเอง บอกเลยว่าสวนนี้สวยและร่มรื่นมากกกก และต้องมาเมื่อเรามาเที่ยวเซี่ยงไฮ้เลย

สระน้ำในสวนนั้นถูกขุดเป็นสายน้ำไหลรอบๆสวน มีปลาคาร์ฟน่าจะเป็นพันๆตัวแหวกว่ายในนั้น ตัวตึกพาวิลเลี่ยนสวยงาม และเล่าเรื่องราวของแต่ละอันได้ดิบดี และที่น่าสนใจมากๆ ของสวนแห่งนี้คือ หินและไม้แกะสลักต่างๆ คือประณีตเว่อร์ แนะนำให้ลองเข้าไปดูดีเทลใกล้ๆ มันสวยงามมากๆจริงแกร สรุปคือ ต้องมา.. ต้องมาเที่ยวจริงๆ

Yuz Museum
ที่สุดท้ายของการเที่ยวเซี่ยงไฮ้ทริปนี้ คือหนึ่งในอาร์ทมิวเซียมมาแรงของเซี่ยงไฮ้ที่ชื่อ Yuz Museum ซึ่งงานที่แสดงส่วนใหญ่ในมิวเซียมอาร์ทที่นี่ จะเน้นไปทางศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ซึ่งในแต่ละช่วง เค้าก็จะมีงาน Exibition หลากหลายงานเข้ามาจัดแสดงวนเวียนกันไป ซึ่งตอนนี้เค้ามีอยู่งานแสดง Interactive Installation Art อันนึงที่โคตรคูล นั่นคืองานแสดง Rain Room 2019 : 雨屋 ที่ก๊อตขอนับมันเป็น Hidden Instagramble Spot อันใหม่ล่าสุดของเซี่ยงไฮ้เลยแหละ

สำหรับค่าเข้าชมนั้น ราคาจะอยู่ที่ 80 หยวน ใครที่มีบัตรนักเรียนละก็ ให้ยื่นเลย เราจะได้เข้าในราคา 40 หยวนเท่านั้น และเท่าที่รู้ตอนนี้ งานแสดง Rain Room 2019 : 雨屋 ยังไม่มีกำหนดเสร็จสิ้น
ด้านใน Rain Room 2019 : 雨屋 นั้น มันจะเป็นห้องสีดำเปล่าๆ ที่มีแค่ฝนและแสงสปอร์ตไลท์หนึ่งดวง หลายคนอาจจะงงว่า ‘มึงถ่ายรูปกลางฝนขนาดนั้น ไม่เปียกหรือไงวะ?’ เอ้อออ มันไม่เปียกจ้า เพราะด้านบนเค้ามีเซ็นเซอร์ที่เมื่อเราเดินเข้าไป บริเวณที่เราอยู่นั้น ฝนมันจะหยุดเด้อ บอกเลยว่าถ่ายรูปสวยมาก และยิ่งถ้าเราถ่ายวิดีโอด้วย Slow Motion ในวิดีโอเราจะเห็นเม็ดฝนเป็นเส้นยาวแบบคูลๆเลย มันจะเจ๋งและเก๋ขนาดไหน เอาเป็นว่า .. นี่ขอหยุดไว้ตรงนี้ดีกว่า งานพวกนี้เราต้องไปสัมผัสของจริงด้วยตัวเราเอง ฮ่าๆ