Lost in CHINA

วันนี้เราจะพาไปประเทศที่ถ้าบอกชื่อครั้งแรกว่าจะไป เชื่อว่าหลายคนที่ได้ฟังจะต้องมองบน ร้องหยี๋ และถามซ้ำเราอีกหลายทีว่า จริงดิ คิดดีแล้วหรอ ไปทำไรอ่ะ มีไรดีด้วยหรอ แกตายแน่ จะกินไรได้วะ ห้องน้ำอีก เปลี่ยนใจเหอะ ไม่ไหวหรอก สารพัดคำถามที่ถูกประดังเข้ามา แต่มันก็จบลงง่าย ๆ ในสิบวินาที จากรูปภาพเพียงไม่กี่ใบที่เราได้มอง เราทนไม่ได้ที่จะเฝ้าดูสถานที่นี้แค่ในภาพถ่ายเท่านั้น จิตวิญญาณนักเดินทางของเรามันเรียกร้องว่า แกต้องไป แกต้องไป แกต้องไป สิ้นเสียงจิตวิญญาณก็เสียงเรานี่ล่ะ ที่บอกเพื่อนว่า คอยดูเสะ เราจะทำให้แกต้องเสียดายที่ไม่ได้เห็นมันด้วยตาแกเอง

ย้อนกลับไปที่สองเดือนก่อนทริปนี้จะเกิดขึ้น มีรุ่นน้องส่งรูปหมู่บ้านอวี่เปิง หมู่บ้านกลางหุบเขาที่เมืองเต๋อชิงประเทศจีนมาให้ดู แวบแรกที่เห็นยอดเขาสีขาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะเราไม่มีความลังเลใดใดทั้งสิ้นที่จะตอบตกลงกับน้องว่าพี่ไปด้วย และยิ่งพอได้ดูรูปทั้งหมดที่น้องส่งมาจนครบก็รู้ทันทีเลยว่าที่ตัดสินใจภายใน 10 วินาที คือคำตอบที่ถูกต้องแล้ว และก่อนเดินทางไปจีนทุกคนการันตีพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากินยากแบบเรา ควรต้องไปหาซื้อพวกอาหารสำเร็จรูปติดกระเป๋าไปด้วย เรานี่หัวเราะลั่น แล้วตอบแบบมั่น ๆ กลับไปว่าเราจะต้องรอดกลับมาเว้ยยยย (เสียงสูง)
การเดินทางในจีนของเราจะเป็นยังไงเชิญคนไทยมามุงได้เลยจร้า …

สล็อตออนไลน์

ทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบินไทยไฟล์ TG612 ที่บินตรงไปคุนหมิงทุกวันวันล่ะหนึ่งรอบ โดยปกติเที่ยวบินนี้จะออกจากกรุงเทพเวลา 10:50 น. ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง 15 นาที ถึงคุณหมิงราว ๆ 14:05 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง การบินไทยบินตรง กรุงเทพ-คุนหมิง ทุกวันก็จริง แต่ในทุกวัน วันพฤหัสฯ กับวันอาทิตย์ จะมีแวะจอดรับผู้โดยสารที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย เพราะฉะนั้นการวางแผนเที่ยว การจองตั๋วต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วยนะ

การบินไทยก็คือการบินไทย เพราะแอร์บัส 330 ที่พาเราบินลัดฟ้าไปคุณหมิงลำใหญ่เว่อ แอร์เย็นฉ่ำ เบาะกว้างนั่งไขว่ห้างกระดิกขาดูหนังฟังเพลงด้วยจอส่วนตัวแบบยาวไปได้เลย ยิ่งถ้าเป็นชั้นธุรกิจล่ะก็เบาะกว้างขวางอย่างกะนอนเล่นโซฟาที่บ้านแถมมีปุ่มปรับขึ้นลงหน้าหลังซ้ายขวาแบบออโต้อีก ส่วนการบริการเรื่องอาหารและเครื่องดื่มก็รับประทานกันไปแบบอลังอลัง ยิ่งชั้นธุรกิจมีเสิร์ฟกันถึง 4 รอบ เริ่มที่ออร์เดิฟ ออเดิฟกว่า จากนั้นก็ตามมาด้วยจานหลัก แล้วตบท้ายที่ผลไม้กับของหวาน เรียกได้ว่าบินกรุงเทพ – คุณหมิง 2 ชั่วโมงไม่ต้องทำไรกันเลยนอกจากกิน ฮ่าฮ่า

พอเครื่องแลนดิ้งลงสนามบินคุนหมิง เราก็เดินดุ่ม ๆ ไปยังจุดขายตั๋วรถบัสเข้าเมืองซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสนามบิน สำหรับใครที่อยากตามรอยเราให้บอกกับคนขายตั๋วว่าซื้อตั๋วสาย 919 Rout B1 และถ้าคนขายตั๋วนางยังทำหน้างงใส่ ให้แกรเดินไปด้านข้างช่องขายตั๋วแล้วถ่ายรูป Rout B1 เอามายื่นให้นางดูรับรองว่านางจะงงหนักกว่าเดิม หลอก ๆ รับรองว่านางเข้าใจแน่นอนเพราะว่าเราก็ทำแบบนี้เช่นกัน พอได้ตั๋วก็นั่งยาวยาวไปจนป้ายสุดท้ายถึงค่อยลง พอลงแล้วก็เดินต่ออีกนิดหน่อยเพื่อไปยังสถานีขนส่งรถบัสเมืองคุณหมิง เมื่อมาถึงก็ต้องเข้าไปซื้อตั๋วรถบัสไปแชงกรีล่าต่ออีก ซึ่งเราได้เป็นรถนอนรอบสี่ทุ่มพอดิบพอดี และอีกครั้งที่การสื่อสารจะมีปัญหาเพราะคนขายไม่พูดไม่พูดอังกิดวะแก แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าต้องพาล่ามไปด้วยเลยมั้ย ทริคง่าย ๆ คือก่อนไปให้พิมพ์ชื่อเมืองแต่ละเมืองที่จะไปเอาไว้ก่อนเลย จะไปไหนก็ยื่นให้เค้าดู เป็นอันจบเรียบร้อยโรงเรียนจีนแน่นวล

jumboslot

ระหว่างรอรถเราก็ออกมาเดินเล่นแถว ๆ สถานขนส่ง ซึ่งข้าง ๆ ก็จะมีพวกร้านค้าขายของขายอาหารต่าง ๆ อารมณ์เหมือนขนส่งบ้านเรา และที่แห่งนี้คือการเปิดซิงครั้งแรกของเรากับอาหารจีน หลังจากเดินส่องไปมาอยู่นานพวกเราก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านขายบะหมี่ซึ่งคนค่อนข้างแน่นร้าน เราจึงใช้ความเชื่อที่ว่าคนเยอะแปลว่าอร่อย ตัดสินใจเลือกร้านนี้นี่แหล่ะ และการสั่งอาหารก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงจิ้มมั่ว ๆ จากป้ายเมนู แล้วก็ได้ออกมาตามรูป รสชาติไม่ได้หวือหวาไม่ได้แย่ แต่มันคือการได้ทานหม่าล่าครั้งแรกของเรา

อิ่มท้องมื้อเย็นก็ถึงเวลาขึ้นรถบัสไปแชงกีร่า โดยตามความเข้าใจของเราการมีตั๋วคือการการมีที่นั่งแน่นอนเหมือนบัสบ้านเรา แต่เปล่าจ้าเราขึ้นไปช้าก็เลยถูกขับไล่ให้ไปนอนเบียดกับคนจีนอีกสามคนบนที่นอนชั้นบนด้านหลังสุด ซึ่งรถบัสที่จีนเค้าจะให้ถอดรองเท้าใส่ถุงก่อนขึ้นด้วย ตอนนี้ทั้งกลิ่นบุรี่กลิ่นรองเท้าตลบอบอวลไปหมด เราได้แต่ทำใจและบอกกับตัวเองให้อดทนเพราะเดี๋ยวคงเจ็บและชินไปเอง

ระยะเวลาในการนั่งบัสก็ไม่ได้ต่างกับการนั่งสมบัติทัวร์จากกรุงเทพไปเชียงรายเลย ซึ่งเราเดินทางมาถึงที่สถานีขนส่งแชงกรีล่าในช่วงสายของวันถัดมา รวม ๆ ใช้เวลาไปทั้งหมด 14 ชั่วโมง มีความล่าช้าเนื่องจากหิมะ และ ณ จุดนี้หลายคนอาจคิดว่าโอเคถึงหมู่บ้านอวี่ปิงแล้วสินะ ซึ่งเราก็คงต้องบอกว่ายังจ้าาาาา ยังขาดอีกสองต่อถึงจะถึงนาจา ฟังแบบนี้บางคนถึงขั้นเอามือทาบอกแล้วอุทานดัง ๆ ว่า ขุ่นพระ!! ทำไมเดินทางนานเบอร์นี้ จากแชงกรีล่าเราต้องนั่งบัสอีกหนึ่งต่อเพื่อไปยังเต๋อชิง ดังนั้นเมื่อลงจากรถเราจึงต้องรีบรวบรวมสติและสตางค์เพื่อไปหาซื้อตั๋วกันต่อด้วยการยื่นชื่อเมืองที่เราพิมพ์ไว้แล้วให้เค้าดู โดยเราได้รอบเที่ยงทำให้เรายังพอมีเวลาเหลือเพื่อออกตามล่าหาของกินสำหรับมื้อสายวันนี้ นี่เป็นอีกครั้งที่เราต้องใช้สัญชาตญาณในการเลือกร้าน ซึ่งร้านที่เราเลือกมีความน่าสนใจตรงที่แม่ค้านางตั้งซาลาเปานึ่งไว้ตรงถนนด้านหน้าร้าน พอเห็นไอร้อนจากหม้อซาลาเปามันก็ดูดให้เราเข้าไปนั่งในร้านแบบไม่รู้ตัว

อ้าวเฮ้ย!! อาหารจีนก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ร้านนี้ได้ทำการเปลี่ยนทัศนคติที่เรามีต่ออาหารจีนไปเลย อย่างปลาท่องโก๋ ซาลาเปา บะหมี่ จัดว่าโอเลยนะ ทั้งหมดบนโต๊ะที่สั่งมาถ้าไม่นับข้าวต้มคือดีย์งามสุด ๆ ไปเลยอ่ะแก ยิ่งต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้จริง ๆ แค่มีอาหารที่เราพอจะคุ้นหน้าค่าตาให้เราได้เลือกกินก็เป็นบุญหนักหนาแล้ว แถมยังได้กินอาหารร้อน ๆให้ท้องอุ่น ๆ อีกนับว่ามีแต้มบุญสูงยิ่งนัก เพราะถ้าจะให้ว่ากันจริง ๆบ้านเราก็ได้รับวัฒนธรรมการกินมาจากจีนแบบเหลือล้น จะมาต่างกันก็เรื่องรสชาตินี่ล่ะ แต่ก็อย่างที่บอกล่ะ แค่เราได้กินอาหารที่ไม่ได้แปลกแหวกแนวจนต้องเลิกคิ้วไปกินไปก็นับว่าเป็นแต้มบุญแล้ว

รถบัสออกเดินทางจากแชงกรีล่าสู่เต๋อชิงเมืองระดับอำเภอเล็ก ๆ ของมณฑลหยุนหนาน มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิง เดิมเรียกว่า อาเต๋อฉิว และเปลี่ยนเป็นอาตุนในยุคราชวงศ์ชิง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเต๋อชิงในช่วงปลายราชวงศ์ชิง เต๋อชิงเป็นเมืองที่ทอดตัวยาวไปตามที่ราบแคบ ๆ โดยมีภูเขาขนาบทั้งสองข้าง เป็นเมืองที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในมณฑลหยุนหนาน จุดผ่านทางสำคัญบนเส้นทางค้าชาม้าโบราณระหว่างมณฑลหยุนหนาน เสฉวน และทิเบต การเดินทางจะใช้เวลาทั้งหมดราว ๆ 4 ชั่วโมง แต่ด้วยความที่วิวสองข้างทางมันช่างเว่อวังอลังการล้านแปด ยิ่งช่วงที่รถบัสวิ่งไต่ระดับความสูงขึ้นไปตามไหล่เขานะ ความสวยงามก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อย ณ ตอนนี้ความง่วงแทบไม่มีเลยสักนิดมีแต่ความตื่นตาตื่นใจกับภูเขาใหญ่ยักษ์ที่เห็นตลอดสองข้างทาง ว้าว ว้าว ว้าว และว้าวอย่างเดียว จะไม่ว้าวได้ไงล่ะ ในเมื่อทั้งสองข้างทางมีภาพภูเขาสูงตระหง่านเรียงรายกันแบบสุดลูกหูลูกตา และบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ (เมื่อเทีบกับภูเขา) ตั้งแทรกอยู่ใจกลางภูเขาแต่ละลูก นับเป็นวิถีชีวิตที่แปลกตาและสวยงามเกินกว่าที่จะหลับได้ลงจริง ๆ

พอรถบัสเดินทางเข้าใกล้เต๋อชิงขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดสองข้างที่เดิมทีมีแต่ความแห้งแล้งก็ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สีขาวเนื่องจากถูกปกคลุมด้วยหิมะจนขาวโพลนไปทั่วไม่ว่าจะเป็นถนน ต้นไม้ ภูเขา บ้านเรือน มันดูนุ่มนิ่มแต่กลับเยือกเย็น ดูขาวบริสุทธิ์แต่ยากจะยั่งถึง เป็นความสวยที่แฝงด้วยความลึกลับ อาจเพราะเราไม่ได้เห็นมันบ่อยนักก็เป็นได้ และอะไรก็ตามที่เจอได้ยากมันก็มีเสน่ห์ชวนหลงไหลใช่มั้ยล่ะ

เรามาถึงเต๋อชิงก็นั่งบัสอีกหนึ่งต่อทันทีซึ่งเป็นต่อสุดท้ายใช้เวลาอีกราว ๆ 1 ชั่วโมง เพื่อเดินทางมายังซีดัง (Xidang) หมู่บ้านที่เราจะไปพักเอนกายคืนนี้ก่อนเริ่มเดินเทรคกิ้งขึ้นอวี่เปงในวันถัดไป หลังจากหอบร่างและสัมภาระเดินทางมาสองวันเต็ม ๆ ในที่สุดเราก็มาถึงโฮมสเตย์ที่จะเป็นที่พักผ่อนของเราในคืนนี้เสียที ขึ้นชื่อว่าโฮมสเตย์แน่นอนว่าเราต้องกินอยู่กับเค้า ที่นี่มีแปลงผักขนาดกลาง ๆ หลายแปลง และต้นส้มเล็ก ๆ อยู่อีกสี่ห้าต้น และแม้ว่าเราจะคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความน่ารักและใจดีของเจ้าของบ้านพัก ทำให้อย่างน้อยคืนนี้เราก็ไม่ต้องนอนหนาวท่ามกลางหิมะและอุณหภูมิที่ติดลบแบบนี้

หลังจากที่แบ่งห้องพักกันลงตัวเรียบร้อยทุกคนก็มานั่งล้อมวงทานมื้อเย็น จากนั้นค่อยแยกย้ายกลับเข้าห้องใครห้องมันเพื่อจัดของใส่กระเป๋าเล็กสำหรับขึ้นไปนอนที่อวี่เปิง 2 วัน 1 คืน ส่วนเราหลังจากจัดของเรียบร้อยก็สลบเลยจร้า เพลียหนักมากกับการเดินทาง ไม่ต้องสงสัยไม่ต้องจับผิดเพราะกำลังจะบอกว่าคืนนี้ไม่ได้อาบน้ำนะที่พักไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นแล้วอุณหภูมิติดลบ พีคมาก แกรว่าเราควรอาบหรือเราควรนอน?

อรุณสวัสดิ์ซีดัง ขณะนี้เวลา 07:00 ทุกคนเริ่มทะยอยตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน ถ้าเป็นผู้หญิงหลังจากแปรงฟันล้างหน้าเสร็จก็คงหนีไม่พ้นเรื่องสวยสวยงามงาม กรีดตาเอย มาสคาร่าเอย บลัชออนเอย ไหนจะเขียนคิ้ว ทาลิปสติกอีก เยอะแยะไปหมด ฮ่าฮ่า ส่วนแมนแมนอย่างเราเราก็วิ่งผ่านน้ำและยัดตัวเองใส่เสื้อผ้าอย่างทันที จากนั้นก็ไปเอ็นจอยกับมื้อเช้าแล้วพวกเราก็หยิบกระเป๋าคนล่ะใบ ออกมายืนรอที่ถนนบริเวณด้านหน้าโฮมสเตย์เพื่อรอรถบัสมารับไปส่งยังจุดเริ่มเดิน

ตลอดสองข้างทางจากโฮมสเตย์ที่ซีดังขึ้นไปยังจุดเริ่มเดินเต็มไปด้วยหมอก พายุหิมะที่พัดมาเป็นช่วง ๆ อย่างต่อเนื่อง จากภาพคงไม่ต้องบอกว่าหนาวแค่ไหน หึหึ อุณหภูมิติดลบไปอี๊กกกกกก ย้ำว่านี่แค่จากโฮมสเตย์ไปจุดเริ่มเดินนะแก บอกตรง ๆ ว่าก่อนเริ่มจิตใจก็เริ่มหวั่นไหวว่าเอ๊ะ ร่างกายจะไหวเท่าใจเปล่าว้าาาา ที่เค้าว่าหนาวหูแทบขาดมันจะจริงมั้ย หรือระหว่างเดินขึ้นหูเราจะหลุดหายไปได้จริง ๆ รึเปล่า ได้แต่คิดและก็สงสัย ทุกอย่างดูพันลวันกันไปหมดทั้งความกังวลและความตื่นเต้น ยังคิดไม่ทันเสร็จดีรถก็พาเรามาจอดถึงจุดเริ่มเดินแล้ว

ที่จุดเริ่มเดินเทรคกิ้งไปยังหมู่บ้านอวี่เปิง ตอนนี้เรา 10 คน ได้แบ่งออกเป็นสองทีมคือ 4 คน เลือกที่จะเดินตามความตั้งใจครั้งแรกที่จะมาเทรคกิ้ง ส่วนอีก 6 คนถอดใจกันตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากที่รู้ว่าบางช่วงหิมะมีความหนาสูงถึงหัวเข่า แน่นอนในคืนนั้น 6 คนก็เลยตัดสินใจแบบแมนแมนว่าขี่ลาเหอะเดินภายใต้หิมะสูงขนาดนี้คงไม่ไหว ฮ่าฮ่า และแมนแมนเตะบอล ดีดลูกแก้วแบบเราจะเลือกอยู่ทีมไหนไปไม่ได้นอกจากทีมขี่ลาสิจ๊ะ เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่เลือกขี่ลา เพราะฉะนั้นขี่ลามันต้องดีกว่า อ้างแบบนี้ก็ได้หรอออออ และเมื่อเจ้าลาน้อย ลาใหญ่ ลาแม่ลูกอ่อนมาถึง ในความรู้สึกแวบของเราคนที่ตัวใหญ่ก็ควรจะต้องนั่งลาที่ตัวโตดูแข็งแรง ส่วนคนตัวเล็กก็ให้นั่งลาแม่ลูกอ่อน ลาเด็ก อะไรทำนองนี้ แต่เปล่าจ้า คือ การเลือกลาที่จะขี่ขึ้นไปยังหมู่บ้านอวี่เปิง อีตาลุงเจ้าของลาจะทำฉลากมาให้จับแล้วก็ลุ้นเอาว่าจะได้ลาตัวไหน เป็นวิธีเลือกลาที่โคตรคูลเลย

เมื่อทุกคนก็ได้ลาประจำตำแหน่งซึ่งคัดความเหมาะสมตามโชคชะตากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเดินทางสู่หมู่บ้านอวี่เปิงก็เริ่มต้นขึ้น โดยช่วงแรกลายังโอเครเดินได้เรื่องเรื่อยเพราะหิมะไม่สูงมากนัก เราทั้งหมดก็ยังคงลั๊ลลาตื่นตาตื่นใจกับการนั่งลาชมภูเขา ต้นไม้ ที่หิมะเกาะเต็มไปหมด ไอ้นู้นก็ดี ไอ้นี้ก็ใช่ ตรงนั้นก็สวย ตรงนี้ก็เลิศ ถ่ายรูปเพลิน ๆ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันไปจ้าาา

ประมาณหนึ่งชั่วโมงเครื่องลาก็พาเรามาถึงยังจุดพักจุดแรก ซึ่งจุดนี้ในฤดูอื่นที่ไม่ใช่หิมะหนาแบบนี้ ร้านค้าคงขายอาหารเครื่องดื่มเต็มไปหมด แต่วันที่เราไปมีความเงียบกริบมาก อย่าว่าแต่ร้านค้าเลยนอกจากแก๊งพวกเราคนมาเทรคกิ้งก็น้อยแบบนับหัวคนได้

หลังจากพักเหนื่อยจุดแรกเราก็ควบนุ้งลาไต่ไหล่เขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งสูงขึ้นหิมะตามทางเดินก็สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งขนาดคนท้องถิ่นนางยังบ๊ายบายไม่ออกมาทำมาหากินกัน แล้วสัตว์ท้องถิ่นอย่างลาล่ะ นางก็คงอยากบอกว่าขอบ๊ายบายไม่มาทำมาหากินด้วยคน แต่เพราะนางพูดไปก็ไม่มีใครสนใจ นางก็ยังถูกลากออกมาทำงานอยู่ดี ทำให้ตอนนี้นุ้งลาพักบ่อยม๊ากบ่อยจนคนดูแลลาต้องปาหิมะใส่

จุดพักจุดที่สองบอกเลยว่าฟ้ามีตา เพราะภายใต้ความหนาวเหน็บนั้นพระจ้าได้ประทานกองไฟ น้ำร้อน และมาม่ามาคัพให้พวกเรานั่งโซ้ยคนละถ้วย ถือโชคดีมากที่ร้านค้าจุดพักที่สองเปิด แต่ในระหว่างที่พวกเรานั่งโซ้ยมาม่ากันอยู่นั้นลาสองตัวของนักท่องเที่ยวกรุ๊ปอื่นได้วิ่งหนีกลับลงไปทางเดิม โดยที่เจ้าของลาก็ไม่สามารถวิ่งตามมันกลับมาได้ หนักกว่าลาคนอื่นวิ่งหนีกลับก็คือคนดูแลลามาบอกกับพวกเราว่า ณ ตอนนี้ตอนนี้หิมะสูงมากลาจึงไม่สามารถไปส่งพวกเราถึงหมู่บ้านอวี่เปิงได้ พ่างง!! จุดนี้นางมีสองทางให้เลือก คือ หนึ่งยอมแพ้แล้วเดินกลับทางเดิม และสองเดินหน้าต่อไปทาเคชิ แต่ในเมื่อมันมาถึงขั้นนี้แล้วจะให้เดินกลับก็คงไม่ใช่เพราะฉะนั้นเราทั้งหมดก็เลยจับมือกันไว้แล้วไปด้วยกัน

จากจุดพักจุดที่สองเราเดินไต่ระดับความสูงของภูเขาขึ้นไปอีก โดยตลอดทางพายุหิมะก็โหมพัดกระหน่ำเข้ามาเรื่อย ๆ และแน่นอนว่าความสูงของหิมะบนทางเดินตอนนี้ตอนนี้มันเกือบถึงหัวเข่า คงไม่ต้องถามว่าเท้าโอเครไหมเพราะมันชาไร้ความรู้สึกไปแล้วแก ก้มหน้าเดินต่อไปจนเวลาผ่านไป 30 นาที เราก็เดินทางมาถึงจุดสูงสุด Nanzhen Col ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 3,729 เมตร แต่จากจุดสูงสุดไปยังหมู่บ้านอวี่เปิงต้องเดินลงเขาอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ได้แต่คิดและก็สงสัยว่าฉันมาทำอะไรตรงนี้

ทั้งนั่งลาทั้งเดินเท้าประมาณ 1 วันเต็มเต็ม ( 8 ชั่วโมง ) ในที่สุดก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านอวี่เปิง หมู่บ้านในหุบเขาที่แบ่งออกเป็นหมู่บ้านอวี่เปิงบน และหมู่บ้านอวี่เปิงล่าง ทั้งสองหมู่บ้านตั้งอยู่เชิงเขาเหมี่ยนฉือหมู่, จี๋หว่าเหรินอัน และเวิงเสวี่ยเจิงกุยเหมี่ยนปุ้เสวี่ยเฟิง ซึ่งเป็นยอดเขาทางด้านตะวันออกที่เชื่อมต่อกับเหมยหลีเสวี่ยซาน ซึ่งนอกจากแก๊งเราแล้วก็จะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอีกบ้างเล็กน้อย น้อยจริง ๆ แต่ที่น้อยกว่านักท่องเที่ยวก็ชาวบ้านนี่ล่ะ เราแทบไม่เห็นชาวบ้านที่นี่เลย ดูแล้วเหมือนเป็นหมู่บ้านร้างซะมากกว่า หนักกว่าสิ่งอื่นคือที่พักปิดแทบทุกเจ้าเลยจ้าาาา เฮงๆ

เดินหาที่พักกันเรื่อย ๆ แบบต้องภาวนาไปตลอดทางว่าจงเปิด ๆ และสวรรค์ก็เป็นใจอีกครั้ง เมื่อเราเดินมาจนสุดทางก็เจอ Walker’s Home ซึ่งมีความโล่งอกมากที่มีเจ้าของอยู่และยังเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก ที่พักค่อนข้างโอเครเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไปในหลักร้อย เพราะนอกจากราคาที่ที่ค่อนข้างถูกแล้ววิวที่เห็นเมื่อโผล่หน้าออกไปจากหน้าต่าง คืออลังการงานสร้างมากมาก วิวหลักล้านไปอี๊ก 10 10 10 ไปเลยจร้าาาาา

อวี่เปิงเป็นหมู่บ้านที่ถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขา ที่นี่เป็นหนึ่งใน Dream Destination ของ Backpacker ชาวจีนที่ชื่นชอบการเดินเทรคกิ้งเป็นพิเศษ ซึ่งความฮอตของที่นี่น่าจะพอเปรียบได้กับดอยหลวงเชียงดาวบ้านเรา โดยตามปกติแล้วคนที่เดินทางมาอวี่เปิงจะพักกันหลายวันเพราะว่าจากหมู่บ้านยังมีเส้นทางเดินเทรคกิ้งอีกหลายเส้นทางที่น่าสนใจ ยกตัวเอย่างเช่นเส้นทางไปชมน้ำตก เส้นทางไปชมทะเลสาบ แต่ด้วยความโชคดีของเราที่มาในช่วงที่หิมะค่อนข้างสูงและชาวบ้านก็บอกกับเราว่าถ้าจะเดินไปชมน้ำตกหรือทะเลสาปหิมะมีถึงเอวแน่นอน เพราะฉะนั้นทริปนี้ของเราที่อวี่เปิงก็ทำได้แค่เพียงเก็บรูปวิวสวยสวยจากหมู่บ้านหนึ่งใบ ส่วนอีกใบก็โพสท่าเกร๋เกร๋พร้อมเช็คอินบอกเพื่อนเพื่อนว่าเรามาถึงอวี่เปิงแล้วนะแกร๊ ซึ่งแค่นี้มันก็คุ้มมากแล้วนะกับการฟันฝ่าสิ่งต่าง ๆ จนมาถึงที่นี่ และแม้จะอยู่แค่ในหมู่บ้านก็เถอะ เพราะเราเชื่อว่ามีไม่กี่คนหรอกที่เลือกมาในยามที่หิมะขาวโพลนจนลาท้องถิ่นยังวิ่งหนีแบบนี้

อย่างที่บอกว่านอกจากวิวหมู่บ้านเราก็ไม่สามารถเดินไปชมน้ำตก ทะเลสาบได้ เพราะฉะนั้นเดอะแก๊งก็เลยลงประชามติว่าเราจะออกเดินทางกลับกันแต่เช้า ซึ่งขากลับก็เป็นเหมือนขามาเลย คือ ลาไม่สามารถไปส่งเราถึงจุดเริ่มเดินที่ซีดังได้ก็เลยทำให้พวกเราต้องลงจากลาระหว่างทางจากนั้นก็เดินเท้ากันต่อเพื่อกลับลงมายังจุดเริ่มเดิน แต่โชคดีหน่อยตรงที่หิมะช่วงใกล้ถึงจุดเริ่มเดินเบาบางลงไปมากซึ่งถ้าเทียบกับเมื่อวานคือหน้ามือเป็นหลังเท้า ที่หิมะหายไปเร็วขนาดนี้น่าจะเกิดจากฝนตกเพราะลำพังหิมะล้วน ๆ ไม่น่าจะละลายได้เร็วขนาดนี้

เมื่อทุกคนกลับลงมาถึงจุดเริ่มเดิน รถบัสที่พวกเราได้เหมาไว้ก็มารับเพื่อพากลับไปเอาของที่ฝากไว้ในโฮมสเตย์ง แล้วจากนั้นบัสก็พาเดินทางมุ่งหน้าต่อไปยังเต๋อชิง โดยตามแพลนแล้วเราจะไปนอนค้างกันที่เต๋อชิงหนึ่งคืน เพื่อรอรถเที่ยวแรกของเช้าวันถัดไปในการเดินไปยังลี่เจียง แต่ทานโทษค่ะรถจากเต๋อชิงตรงดิ่งไปลี่เจียงไม่มีเนื่องจากติดปัญหาเรื่องหิมะ ทำให้เราต้องซื้อตั๋วไปที่แชงกรีล่าก่อนแล้วค่อยต่อรถจากแชงกรีล่าไปลี่เจียงอีกทีนึง เรียกได้ว่ามีนั่งรถมาราธอนอีกหนึ่งวันเต็มเต็ม แต่แล้วเช้าวันใหม่ก็เริ่มขึ้นพวกเราออกจากเมืองเต๋อชิงมุ่งหน้าสู่แชงกรีร่าที่เวลา 8:00 ระหว่างทางวันนี้ปังสุดสุดปังกว่าวันอื่นอื่นที่ผ่านมาเพราะท้องฟ้าวันนี้แจ่มใสมาก มีแสงแดดอ่อนอ่อนสาดส่องลงมา วิวสองข้างทางคือดีย์ เห็นมั๊ยว่าในความโชคร้ายมีความโชคดี และในความโชคดีก็มักมีเรื่องไม่คาดคิดเสมอ การเดินทางมันก็เป็นแบบนี้แหล่ะแก มันคือสิ่งที่เราไม่อาจคาดเดาได้ และความตื่นเต้นนี้เองที่ทำให้เรายังออกเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ มากมาย เพื่อพบเจอเรื่องที่คาดเดาไม่ได้อีกหลาย ๆ เรื่อง ๆ

พอรถวิ่งออกจากเต๋อชิงมาได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ไปต่อไปไม่ได้เนื่องจากด้านหน้ามีรถบรรทุกติดหิมะขวางทางอยู่ ซึ่งระหว่างรอพวกเราทำได้ดีที่สุดคือการเดินลงจากรถมาถ่ายรูปเล่นกัน ครั้นจะไปช่วยเค้าก็แลดูจะเป็นภาระ เพราะฉะนั้นขอดูห่างห่างอย่างห่วงห่วงละกันเนอะ และนอกจากการถ่ายรูปช่วงที่รอเค้าช่วยรถบรรทุกติดหิมะ ก็ได้เบียร์ป๋องนี้แหล่ะในการแก้เซง แล้วมันก็เข้ากับบรรยากาศที่สุด มีความขี้เมาไปอี๊ก อิอิ

อยู่กันอย่างนั้นร่วมหนึ่งชั่วโมงรถบรรทุกที่ขวางทางเพราะติดหิมะถึงหลุดและเดินทางต่อได้ ซึ่งเราก็ใช้เวลาว่างอย่างสนุกสุดเหวี่ยงคุ้มค่าการจอดพักกันจริง ๆ ทั้งวิ่งเล่นท่ามกลางหิมะ ทั้งถ่ายรูป ทั้งจิบเบียร์ชมวิวพันล้าน เหมือนกับได้ซื้อทัวร์เที่ยวกลางหิมะเพิ่มเลยล่ะ ซึ่งพอหลุดช่วงนั้นได้รถบัสก็พาเราวิ่งยาวยาวไปยังจุดหมายของเราซ้ากที

เครดิตฟรี

หลับหลับตื่นตื่นจนมาถึงสถานีขนส่งแชงกรีล่า ด้วยความที่บัสมาถึงเลทเพราะรถสิบล้อที่คันดังกล่าว พอขาก้าวลงบัสคันนึงก็ต้องขึ้นต่อคันนึงทันที นี่ทริปนั่งบัสจีนหรือทริปเที่ยวกันแน่เนี่ย หลังจากขึ้นบัส แชงกรีล่า-ลี่เจียง เราก็นอนหลับยาวยาวมาตื่นอีกทีก็ตอนรถมาจอดส่งที่สถานีขนส่งลี่เจียงเรียบร้อยแล้ว ไม่รีรอพวกเรานั่งรถตู้ต่อในทันที เพื่อไปยังที่พักของเราย่านลี่เจียงโอลทาวน์ ซึ่งที่พักของเราก็คือ Hou Gong You Jing In

ห้องพักตามสภาพที่เห็นเลย กว้างขวางกำลังสบาย ๆ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกค่อนข้างครบครัน เตียงเป็นเตียงแยกขนาดนอนคนเดียวจะหมุนซ้ายขวาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตกลงมาหัวฟาดพื้น ผ้าห่ม ผ้านวมสภาพห้องคือสะอาด หายใจคล่องอยู่ แต่ความพีคมันอยู่ตรงห้องน้ำนี่ล่ะ ราวกับเป็นเอกลักษณ์ของเมืองจีนไปแล้ว ว่าถ้าคุณไม่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับห้องน้ำแสดงว่ามาไม่ถึง คือถ้าจะอาบน้ำต้องดึงม่านมาปิดฝั่งที่อาบ แต่พออาบเสร็จจะล้างหน้าแปรงฟันแต่งตัวก็ต้องดึงม่านมาปิดอีกฝั่ง คือถ้ามากะแฟนคงไม่เป็นไร แต่นี่เพื่อนไง๊ กลัวมันจะตกใจกับความยิ่งใหญ่ของมังกรสยาม

ที่พักธรรมดาที่แสนไม่ธรรมดา เพราะมีห้องอาบน้ำแนวโชว์ของเนี่ยแหล่ะ ผิด!!!! เราชอบที่นี่ตรงที่นางมีบันไดให้ปีนขึ้นไปบนหลังคาที่มีลานกว้าง ที่เราสามาถมองเห็นวิวเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์นี้ได้แบบรอบทิศ ยิ่งยามเย็นที่เราสามารถนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินแบบเพลิน ๆ จนลืมความแสบตาไปได้เพราะความงามที่มีตึกรามบ้านช่อง วัดวาอาราม และภูเขาสูงใหญ่เป็นฉากหน้าของลำแสงสีทองที่สาดส่องมาจากพระอาทิตย์ ยิ่งเมื่อตะวันลับขอบฟ้าไปแล้วแสงสีทองจากดวงอาทิตย์กก็กลายเป็นแสงไฟสีเหลืองจากแต่ละบ้านแทน

เช้าวันใหม่สดใสซาบซ่า!! หลังพวกเราอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ทานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว ก็ถึงเวลาออกไปทัวร์ลี่เจียงแบบวันเดย์ทริป โดยรถบัสจะมารับเราที่จุดนัดหมายตอน 8:30 น วันนี้เป็นอีกวันที่สดใจเพราะอากาศดีท้องฟ้าเปิด ทำให้จากจุดรอบัสสามาถมองเห็นยอดเขามังกรหยกสีขาว ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าลี่เจียง วันนี้การยืนท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ อันอบอุ่นและเฝ้ามองภูเขาหิมะที่เย็นยะเยือกทำให้เรารู้สึกมีชัยชนะเหนือภูเขาที่ดูหนาวเหน็บลูกนั้น ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่รู้จะรู้สึกชนะทำไม อาจเพราะต้องทนหนาวเหน็บเจ็บกระดูกมาหลายวันละมั้ง วันนี้เลยได้ยืนมองแบบอุ่น ๆ เลิศ ๆ เชิด ๆ ว่า หึหึหึ แกทำไรชั้นไม่ได้หร๊อกกกก

หลังจากยืนยิ้มมีชัยในความหนาวได้เพียงไม่นานเราก็ได้มายืนอยู่ใต้เขามังกรหยกที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจนได้ ที่นี่เราสามารถซื้อตั๋วนั่งกระเช้าไฟฟ้าไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยตลอดเส้นทางวิ่งของกระเช้าจะมีแต่คำว่า ว้าว ว้าว ว้าว และว้าวอีกแล้ว เพราะวิวตลอดเส้นทางวิ่งกระเช้าดีงามมากและวันไหนโชคดีฟ้าเปิดแบบที่เราเจอนะแก ความขาวของหิมะตัดกับสีน้ำเงินของท้องฟ้ามีขนลุกอ่ะ

และในที่สุดกระเช้าของเราก็ไต่ระดับความสูงฝ่าลมหนาวขึ้นมาจนกระทั่งถึงจุดชมวิวบนยอดเขาซึ่งสูงถึง 4,506 ม. จากระดับน้ำทะเล แต่จุดนี้ก็ไม่ใช่ความสูงที่แท้จริงของภูเขาลูกนี้หรอกนะ เพราะว่าจากจุดลงกระเช้าเรายังสามารถเดินไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยเรื่อยจนถึงยอดสูงสุดที่ 5,596 ม. จากระดับน้ำทะเล แต่เป็นที่น่าเสียดายตรงที่ตอนเราไปเป็นช่วงหิมะตกหนัก ทำให้ไม่สามารถใช้ทางเดินเท้าเดินต่อขึ้นไปจุดสุดยอดได้ แต่ก็เอาเถอะแค่วิวที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นสรรค์ชั้นที่หนึ่งแล้ว เพราะมันสูงจนอากาศติดลบสิบองศา

จากความสวยราวกับสวรรค์นี้ก็มีเรื่องอยากจะแนะนำไว้ก่อน เนื่องจากว่าที่นี่ทั้งสูงมากและหนาวมากดังนั้นอ๊อกซิเจนจึงบางเบาราวขนนก ดังนั้นแกควรเดินไปเดินมาและขยับตัวอย่างช้า ๆ ถ้าลั๊ลลาจนเกิดงามเกินเบอร์แบบวิ่งไปถ่ายตรงนู้นทีตรงนั้นทีอาจทำให้เรารู้สึกมึนหัว ปวดหัว หายใจติดขัดได้ ซึ่งต่อให้แข็งแรงแค่ไหนอาการนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าสงสัยว่าช้าขนาดไหน ก็ช้าขนาดที่ว่านกยังไม่บินแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอ่ะ ช้าแบบว่าแกรลองดูนกตัวนี้ล่ะกันนิ่งมากคือลองจะเอื้อมมือไปจับนางยังไม่บินหนีเลย หรือนางโดนฟรีซไปแล้วก็ชักไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้ลองจับจริง ๆ อ่ะ

หลังจากชื่นชมความสวยงามของภูเขาหิมะมังกรหยกจนพอใจ ก็ได้เวลาที่พวกเราจะลงกระเช้าไปนั่งบัสต่อเพื่อไปชมความสวยงามของ Blue Moon Valley สระน้ำตามธรรมชาติอันเกิดจากการละลายตัวของน้ำแข็งบนยอดภูเขาแล้วไหลลงมาเกิดเป็นแหล่งน้ำที่มีสีฟ้าปนเขียว ที่เห็นสวยใสแบบนี้แต่พอเอื้อมมือไปแตะดูเถอะ แทบจะแข็งกลายเป็นหิมะไปด้วยเลย

และจุดนี้เองคือจุดที่ดีที่สุดที่จะถ่ายรูปกับเจ้าภูเขาหิมะมังกรหยกสุดเท่ห์ เพราะที่นี่เราจะได้เห็นภูเขาหิมะมังกรหยกแทรกตัวระหว่างภูเขาสีเขียวลูกเตี้ย ๆ ที่มีสระน้ำสีเขียวมรกตเป็นฉากอยู่เบื้องหน้า เรียกได้ว่ามันคือวิวธรรมชาติสุดเพอร์เฟกที่แบ่งรับแบ่งสู้กันอวดความงามแบบไม่มีใครยอมใครเลยล่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วนักท่องเที่ยวส่วนมากจะต้องมาเก็บภาพที่นี่หลังจากลงกระเช้าที่ภูเขาหิมะมังกรหยก

กลับจากทัวร์เรามาเที่ยวกันต่อที่เมืองเก่าดาหยัน หรือ เมืองเก่าลี่เจียง (Old Town of Ligiang ) ที่นี่มีประวัติยาวนาน นานมาก นานถึง 800 กว่าปี ความโดดเด่นของบ้านเรือนย่านโอลทาวน์คือเป็นอาคารไม้แบบจีนโบราณ ซึ่งมีลำธารไหลผ่านเกือบทุกหลังคาเรือน ทางเดินภายในย่านนี้ปูด้วยหินอัดแน่น และสะพานข้ามลำธารแต่ล่ะจุดจะมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือสะพานโค้งหินที่เก่าแก่มากมาก ด้วยความดีงามทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ที่นี่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่การันตรีโดยองค์การ UNESCO นอกจากนี้ภายในย่านโอทาวน์นี้จะมีไฮไลท์เด็ดเด็ดหลายอย่าง ที่เราเชื่อว่าถ้าเพื่อนเพื่อนมาแล้วจะต้องหลงเสน่ห์ที่นี่แบบเราแน่นอน

ย่านโอทาวน์จะมีร้านขายอาหาร ร้านขายขนมของกินเล่นให้เราได้เลือกทานกันเยอะแยะมากมาย เยอะชนิดที่ว่าเดินกินหนึ่งอาทิตย์ไม่รู้ว่าจะทานได้ครบ แต่ล่ะร้านก็เรียกแขกด้วยการตกแต่งหน้าร้านแบบเต็มเหนี่ยวไปเลยพี่เต็มที่ไปเลยเถิด อันนี้ไม่มีร้านไหนแนะนำเป็นพิเศษนะเพราะของแบบนี้มันต้องลองเองลุ้นเอง และนอกจากร้านสวยงานก็มีร้านโลคอลที่พ่อค้าแม่ค้าวางขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่อีก ความเก่าแก่และความสมัยใหม่ที่ผสมผสานกันยิ่งเพิ่มเสน่ให้ที่แห่งนี้ได้อีกหลายกระบุง และจับใจเราไปได้อีกนานเลยล่ะ

และแน่นอนว่าลัทธิคาเฟ่คูลคูลมันไม่ได้มีแต่ญี่ปุ่น เกาหลี ที่จีนก็ไม่น้อยหน้า ซึ่งย่านโอทาวน์ก็เช่นกันมีคาเฟ่ผุดขึ้นมาเยอะแยะต็มไปหมด สายสโลไลฟ์แบบเราก็เลยต้องเดินวนเลือกร้านกาแฟอยู่สองรอบสามรอบจนในที่สุดก็มาเจอร้าน Prague Café’ ร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยโทนขาวน้ำตาลดูอบอุ่นที่แซมความชุ่มชื่นด้วยต้นไม้สีเขียวที่นี่มีความโดดเด่นกว่าร้านอื่นตรงที่ตกแต่งได้น่ารักและฉีกแนว หลุดออกจากความเป็นจีนสไตล์

เมื่อเลือกร้านได้ถูกเรียบร้อยเราก็รีบเดินเข้ามาหาที่นั่งที่พอใจ ก่อนจะสั่งเมนูบราวนี่สุดคลาสิค กับเค้กอีกสักอย่าง มากินเล่นคู่กับกาแฟลาเต้รสขมที่ผสมกับนมสดและน้ำตาลจนหอมหวานลงตัว แม้รสชาติจะไม่ได้โดดเด่น เข้มข้นเท่ากับคาเฟ่ในญี่ปุ่น แต่มันก็ทำให้เรามีความสุขและรู้สึกละมุมจากความพิถีพิถันของการจัดจาน ความสะอาด และความเก๋ไก๋ของร้านได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ตลอดการซอกแซกไปชะโงกตรงนั้นทีตรงนี้ที สิ่งที่เราได้เห็นและรู้สึกสนุกเมื่อหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายก็คือการดำรงชีวิวของคนที่นี่ อันที่จริงผู้คนและการดำเนินชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวไทยเชื้อสายจีนที่เราพบเจอบ่อย ๆ มากเท่าไหร่นักหรอก แต่ด้วยความที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไปมันก็ดึงดูดความสนใจให้เรากดชัตเตอร์ได้มาพอตัวอยู่ เด็กน้อยตัวเล็ก ๆ กับแก้มทรงซาลาเปาไส้หมูสับ คือหนึ่งในความสดใสของทิวทัศน์ในแถบนี้ก็ว่าได้ รวมถึงคุณลุงที่กำลังพักเหนื่อยอยู่บนรถถีบ และใช้เวลายามว่างพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางอย่างออกรสออกชาติส่งเสียงดังลั่นตามสไตล์คนจีน ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ และความอบอุ่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีวิถีชีวิตที่น่ารักของผู้คนนี่แหล่ะที่พอจะทำให้เราบรรเทาความหนาวไปได้บ้าง

ความเกร๋กู๊ดของบ้านนี้เมืองนี้ยังไม่หมด เมืองจีนที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานไม่เคยทำให้เราผิดหวังในเรื่องของศิลปะเลย ที่นี่ก็เช่นกันเพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเราก็จะเจอ Street Arts แบ็คกราวคูลคูล ที่สวยงามและดูเข้ากับบรรยากาศแบบจีน ๆ แน่นอนว่ามันใช้เป็นพื้นที่ในการยืนโพสท่าถ่ายรูปชั้นดีได้เลย ไม่เชื่อลองดูภาพเดินผ่านกำแพงแบบไม่ตั้งใจ แบบไม่ตื่นเต้น แบบว่าเหมือนเดินผ่านทุกวัน ดูก็รู้ว่าโดนแอบถ่ายของเราดูสิ จะรู้ว่ามันคลูจริง ๆ นะ

แล้วก็มาถึงจุดเด่นของเมืองลีเจียง ทะเลหลังคา ซึ่งไฮไล์นี้ถือเป็นแลนมาร์คสำคัญที่มาลี่เจียงแล้วจะต้องห้ามพลาด การไปภูชี้ฟ้าแล้วต้องเดินขึ้นไปจุดชมวิวเพื่อดูทะเลหมอกฉันใด การมาลี่เจียงก็ต้องขึ้นไปจุดชมวิวเพื่อชมทะเลหลังคาฉันนั้น งง งงล่ะสิ ว่าทะเลหลังคาคืออะไร ไม่ต้องคิดจินตนาการจนเกินคำให้ยุ่งยาก เพราะมันคือทะเลหลังคาไงล่ะ ฮ๋าฮ่า เราไม่ได้กวนแต่อย่างใด แต่เพราะด้วยความที่บ้านและร้านรวงของที่นี่มีลักษณะคล้ายกันเกือบทุกหลังคือเป็นหลังตามุงกระเบื้องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วสีเทาเข้ม ๆ ทำให้ภาพที่มองจากจุดชมวิวลงมาจึงมีความสวยงามและแปลกตามากมาก เพราะคงจะมีแต่ที่นี่ล่ะมั้งที่คนอยากจะขึ้นมายืนมองและถ่ายรูปคู่กับหลังคาบ้านคนอื่น จุดนี้บอกเลยว่าต้องห้ามพลาดนาจาเพื่อนเพื่อนเดี๋ยวเค้าจะหาว่าเรามาไม่ถึงลี่เจียง

ห่างจากย่านเมืองเก่าไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร เราสามาถเดินชิวชิวท่ามกลางอากาศหนาวไปได้แบบสบายสบาย เพื่อจะได้พบกับสระน้ำมังกรดำ ที่นี่มีจุดเด่นที่ความใสของน้ำที่มีความเขียวราวกับมรกต รวมถึงสถาปัตปัตยากรรมต่างต่างที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมของชาวฮั่น ชาวทิเบต และชาวน่าซี ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อีกทั้งภายในพื้นที่ 11,390 ตารางเมตร สระน้ำมังกรดำจะค่อนข้างร่มรื่นจากต้นไม้ที่ขึ้นกันอย่างหนาแน่น ซึ่งช่วงที่เราไปค่อนข้างสวยเพราะเป็นช่วงที่ซากุระกำลังเริ่มผลิบาน ทำให้พอมองออกไปเราจะเห็นสีชมพูของซากุระตัดกับความเขียวจากใบของต้นหลิว สีฟ้าของท้องฟ้า สีขาวจาก้อนเมฆและยอมภูเขาหิมะ บอกได้คำเดียวว่า 10 10 10 ไปเลยจร้าาาาาา

สล็อต xo

รอบรอบสระน้ำมังกรดำเนี่ย เรียกได้ว่าคือความพีคสุด ๆ อยู่เหมือนกัน เพราะมันเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรออกมาอย่างลงตัวลงใจที่สุด นอกจากธรรมชาติจะสวยงามแล้ว ที่นี่เค้ายังจัดเก้าอี้ไว้รอบ ๆ สระอีกด้วย เผื่อว่าเดิน ๆ ไปถ่ายรูปไปจะเหนื่อยก็แวะนั่งพักรับลมเย็น ๆ ให้ชื่นใจ จะได้มีแรงเดินต่อไปจนรอบสระอีกด้วย

และทั้งหมดนี้ก็คือทริปที่หนาวที่สุดบนบนประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ทำให้เรารู้ว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย และการเดินทางไปสัมผัสจีนครั้งแรกด้วยระยะเวลาเท่านี้เราคงไม่สามารถบรรยายความเป็นจีนออกมาได้ครบถ้วน แต่เราบอกได้เลยว่าจีนเป็นประเทศที่สวยงามมากเพราะแค่เสี้ยวหนึ่งที่เราไปสัมผัสมายังดูน่าหลงไหล ตื่นตาตื่นใจขนาดนี้ ยังไงถ้ามีโอกาสคงกลับไปเที่ยวเมืองอื่นอื่นของจีนอีกแน่นอน จงลืมเสียงลือเสียงเล่าอ้างอันชั่วร้ายที่จีนและเก็บมาเป็นเพียงแค่ข้อควรเตรียมใจและระมัดระวัง แต่อย่าเอามันมาเป็นโซ่ตรวนที่ทำให้แกพลาดความงานของโลกใบนี้ไปได้เลยนะ

ลองไปเที่ยวจีนกันดูนะแกร๊ แล้วจะรู้ว่าความสวยงามแบบอลังการของจริงเป็นยังไง!!